ย้ายเว็บ/เปลี่ยนโดเมนอย่างไรไม่ให้อันดับหาย (SEO Migration)

ย้ายเว็บ SEO คือการย้ายโดเมน โฮสติ้ง หรือโครงสร้าง URL โดยส่งต่ออันดับที่หน้าเดิมสะสมไว้ไปยังหน้าใหม่ให้ครบ บทความนี้อธิบายขั้นตอนตั้งแต่ทำ URL Mapping ตั้ง Redirect 301 แจ้ง Google ไปจนถึงสิ่งที่ต้องตรวจหลังย้าย
ภาพปก ย้ายเว็บ/เปลี่ยนโดเมนอย่างไรไม่ให้อันดับหาย (SEO Migration): แล็ปท็อปวางอยู่บนกล่องกระดาษที่ซ้อนกันในห้องที่กำลังขนย้ายของ

ย้ายเว็บ SEO คือการวางแผนย้ายเว็บไซต์ไปยังโดเมน โฮสติ้ง ระบบจัดการเว็บ หรือโครงสร้าง URL ใหม่ โดยส่งต่ออันดับและสัญญาณที่หน้าเดิมสะสมไว้บน Google ไปยังหน้าใหม่ให้ครบ หัวใจของงานนี้คือการรู้ว่าทุก URL เดิมจะย้ายไปอยู่ที่ไหน แล้วบอกทั้งผู้ใช้และ Google ด้วย Redirect 301 ที่ถูกต้อง บทความนี้อธิบายตามลำดับ ได้แก่ ย้ายเว็บ SEO คืออะไรและมีกี่แบบ, ทำไมย้ายเว็บแล้วอันดับหาย, ขั้นตอนย้ายเว็บให้อันดับไม่หาย, การทำ URL Mapping ก่อนวันย้าย, การตั้งค่า Redirect 301 ให้ถูกวิธี, การแจ้ง Google ด้วยเครื่องมือเปลี่ยนที่อยู่, สิ่งที่ต้องตรวจหลังย้ายเว็บ และการตัดสินใจว่าจะย้ายเว็บเองหรือให้ทีม SEO ดูแล

ย้ายเว็บ SEO คืออะไร และการย้ายเว็บมีกี่แบบ

ย้ายเว็บ SEO คือการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของเว็บไซต์ที่ทำให้ Google ต้องเก็บข้อมูลและจัดทำดัชนีเว็บใหม่ ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 แบบตามสิ่งที่เปลี่ยน ความเสี่ยงของแต่ละแบบขึ้นกับคำถามเดียว คือ URL ที่ผู้ใช้เห็นเปลี่ยนหรือไม่ ถ้า URL เปลี่ยน ทุกหน้าที่เคยติดอันดับต้องมี Redirect ไปยังหน้าใหม่ งานนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของงาน Technical SEO ที่ดูแลโครงสร้างเว็บ มากกว่างานออกแบบหน้าตาเว็บ

ประเภทการย้ายเว็บURL ที่ผู้ใช้เห็นเปลี่ยนไหมต้องทำ Redirect 301ใช้เครื่องมือเปลี่ยนที่อยู่
ย้ายโฮสติ้งหรือเซิร์ฟเวอร์ไม่เปลี่ยนไม่ต้องไม่ใช้
เปลี่ยน HTTP เป็น HTTPSเปลี่ยนเฉพาะโปรโตคอลต้องไม่ใช้
เปลี่ยนโครงสร้าง URL ในโดเมนเดิมเปลี่ยนต้องไม่ใช้
เปลี่ยนระบบจัดการเว็บหรือธีมมักเปลี่ยนต้อง ถ้า URL เปลี่ยนไม่ใช้ ถ้าโดเมนเดิม
เปลี่ยนโดเมนหรือรวมหลายเว็บเป็นเว็บเดียวเปลี่ยนทั้งหมดต้องใช้

การย้ายโฮสติ้งโดยไม่เปลี่ยน URL เป็นแบบที่เสี่ยงน้อยที่สุด คู่มือการเปลี่ยนโฮสติ้งของ Google แนะนำให้ลดค่า TTL ของ DNS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้ผู้ใช้และ Googlebot เห็นเซิร์ฟเวอร์ใหม่เร็วขึ้นหลังเปลี่ยน DNS และระบุว่าอัตราการ Crawl ที่ลดลงชั่วคราวหลังย้ายเป็นเรื่องปกติ ส่วนการเปลี่ยนโดเมนเป็นแบบที่เสี่ยงที่สุด เพราะ URL เปลี่ยนทุกหน้าพร้อมกัน

ทำไมย้ายเว็บแล้วอันดับหาย

อันดับหายหลังย้ายเว็บเกิดจากความผิดพลาดในการย้าย ไม่ได้เกิดจากการย้ายเอง Google ยืนยันในคู่มือการย้ายเว็บไซต์ที่มีการเปลี่ยนแปลง URL ว่า Redirect 301 และการเปลี่ยนเส้นทางถาวรแบบอื่นไม่ทำให้ PageRank หายไป ส่วนหัวข้อการแก้ปัญหาในหน้าเดียวกันระบุสาเหตุที่พบบ่อยไว้ ดังนี้

  • ลืมเอา noindex หรือการบล็อกใน robots.txt ออก หลายเว็บปิดไม่ให้ Google เก็บข้อมูลระหว่างพัฒนา แล้วเปิดเว็บจริงทั้งที่ยังมีคำสั่งนั้นค้างอยู่
  • Redirect ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่มี Redirect, ส่งทุกหน้าไปหน้าแรก หรือส่งไปหน้าที่เนื้อหาไม่ตรงกับหน้าเดิม
  • ข้อผิดพลาดจากการ Crawl เช่น หน้าใหม่ตอบ 404 หรือ 500 ทั้งที่ควรมีเนื้อหา
  • เซิร์ฟเวอร์ใหม่รับโหลดไม่ไหว ช่วงหลังย้าย Googlebot จะเก็บข้อมูลมากกว่าปกติ ถ้าเซิร์ฟเวอร์ตอบช้าหรือล่ม Google จะลดการเก็บข้อมูลลง
  • ไม่อัปเดต Sitemap ทำให้ Google ค้นพบ URL ใหม่ช้ากว่าที่ควร

อีกสาเหตุที่เจ้าของธุรกิจมักไม่ทันระวัง คือการตัดหรือเขียนเนื้อหาใหม่จำนวนมากไปพร้อมกับการย้าย เมื่อเนื้อหาของหน้าเปลี่ยนไปมาก Google ต้องประเมินหน้านั้นใหม่ทั้งหมด และถ้าอันดับขยับก็จะแยกไม่ออกว่าเกิดจากการย้ายหรือจากเนื้อหาใหม่ จึงควรย้ายเนื้อหาเดิมไปก่อน แล้วค่อยปรับเนื้อหาเป็นรอบถัดไป

ขั้นตอนย้ายเว็บให้อันดับไม่หาย

ขั้นตอนย้ายเว็บให้อันดับไม่หายมี 6 ขั้น เรียงจากงานก่อนย้ายไปจนถึงการติดตามผลหลังย้าย ลำดับนี้ปรับจากภาพรวมในคู่มือการย้ายเว็บไซต์ของ Google ซึ่งแบ่งงานเป็นการเตรียมเว็บใหม่ การเตรียมการแมป URL การเริ่มย้าย และการตรวจสอบการเข้าชม

  1. เก็บ URL เดิมและตัวเลขฐาน รวบรวม URL ทุกหน้าที่มีอยู่ และบันทึกคลิก การแสดงผล และลีดจาก Search Console กับ GA4 ไว้เทียบหลังย้าย
  2. ทำ URL Mapping จับคู่ URL เดิมทุกหน้ากับ URL ใหม่ที่เนื้อหาตรงกัน
  3. เตรียมเว็บใหม่บนเซิร์ฟเวอร์ทดสอบ ตรวจหน้าที่สำคัญ ฟอร์ม และระบบติดตาม โดยปิดไม่ให้ Google จัดทำดัชนีระหว่างทดสอบ
  4. เปิดใช้ Redirect 301 ในวันย้าย พร้อมเอา noindex และการบล็อกช่วงทดสอบออก
  5. แจ้ง Google ส่ง Sitemap ใหม่ใน Search Console และใช้เครื่องมือเปลี่ยนที่อยู่ ถ้าเป็นการเปลี่ยนโดเมน
  6. ติดตามผล เทียบตัวเลขกับตัวเลขฐานทุกสัปดาห์ในเดือนแรก และแก้ Redirect ที่ผิดทันทีที่พบ
อินโฟกราฟิก 6 ขั้นตอนย้ายเว็บ: เก็บ URL และตัวเลขฐาน, ทำ URL Mapping, เตรียมเว็บใหม่บนเซิร์ฟเวอร์ทดสอบ, เปิด Redirect 301, แจ้ง Google และติดตามผล
งานส่วนใหญ่ของการย้ายเว็บเกิดก่อนวันย้าย ส่วนหลังวันย้ายคือการเฝ้าดูและแก้จุดที่ผิด

ควรเลือกวันย้ายในช่วงที่ยอดขายหรือการเข้าชมต่ำของปี และหลีกเลี่ยงช่วงก่อนแคมเปญใหญ่ เพราะแม้ทำครบทุกขั้น Google ก็ยังต้องใช้เวลาเก็บข้อมูลเว็บใหม่ ตัวเลขจึงอาจแกว่งในช่วงแรก

ทำ URL Mapping ก่อนวันย้าย

URL Mapping คือตารางที่จับคู่ URL เดิมทุกหน้ากับ URL ใหม่ที่เนื้อหาตรงกันที่สุด และเป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดของการย้ายเว็บ เพราะทีมพัฒนาจะใช้ตารางนี้ตั้งค่า Redirect ทั้งหมด แหล่ง URL เดิมที่ควรรวมให้ครบ ได้แก่ Sitemap ปัจจุบัน หน้าที่มีคลิกในรายงานประสิทธิภาพของ Search Console หน้าที่มีลิงก์จากเว็บอื่น และผลจากเครื่องมือ Crawl ทั้งเว็บ

URL เดิมURL ใหม่สิ่งที่ต้องทำ
old-shop.co.th/product.php?id=12newshop.com/products/rice-cooker/Redirect 301 ไปหน้าสินค้าเดียวกัน
old-shop.co.th/blog/how-to-clean/newshop.com/blog/how-to-clean/Redirect 301 แบบโครงสร้างเดิม
old-shop.co.th/promo-2024/ไม่มีหน้าใหม่ตอบ 404 หรือ 410 หรือ Redirect ไปหน้าหมวดที่ใกล้เคียง ถ้ามีเนื้อหาแทนกันได้จริง

หน้าที่ไม่ได้ย้ายไปเว็บใหม่ Google แนะนำให้ตอบด้วยรหัส HTTP 404 หรือ 410 อย่างถูกต้อง แทนการส่งไปหน้าแรก นอกจากนี้ทุกหน้าในเว็บใหม่ควรมีแท็ก canonical ที่ชี้มาที่ URL ใหม่ของตัวเอง ลิงก์ภายในทั้งเว็บควรแก้ให้ชี้ไปที่ URL ใหม่โดยตรง และถ้าเว็บมีหลายภาษา แท็ก hreflang ต้องเปลี่ยนเป็น URL ใหม่ด้วย ตัวอย่างในตารางเป็นชื่อสมมติ

ตั้งค่า Redirect 301 ให้ถูกวิธี

Redirect 301 ที่ถูกวิธีคือการเปลี่ยนเส้นทางถาวรฝั่งเซิร์ฟเวอร์ จาก URL เดิมแต่ละหน้าไปยัง URL ใหม่ที่เนื้อหาตรงกันแบบหน้าต่อหน้า หน้าการเปลี่ยนเส้นทางและ Google Search ระบุว่ารหัส 301 และ 308 หมายถึงหน้าย้ายไปที่ใหม่อย่างถาวร และ Google จะแสดง URL ปลายทางในผลการค้นหา ส่วน 302, 303 และ 307 เป็นการเปลี่ยนเส้นทางชั่วคราวที่ Google จะยังแสดง URL ต้นทาง

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบ Redirect ที่ถูกวิธี 3 แบบ ได้แก่ หน้าต่อหน้า, ใช้ 301 หรือ 308 ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ และเก็บไว้อย่างน้อย 1 ปี กับแบบที่ทำให้อันดับหาย 3 แบบ ได้แก่ ส่งทุกหน้าไปหน้าแรก, ใช้ Redirect ชั่วคราว และ Redirect ต่อกันหลายทอด
แบบฝั่งซ้ายช่วยส่งต่อสัญญาณของหน้าเดิม ส่วนแบบฝั่งขวาเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของอันดับที่หายหลังย้าย

ระยะเวลาที่ต้องเก็บ Redirect ไว้ก็สำคัญไม่แพ้วิธีตั้งค่า Google แนะนำให้เก็บ Redirect ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยทั่วไปอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ Google โอนสัญญาณทั้งหมดไปยัง URL ใหม่ และให้ลิงก์จากเว็บอื่นที่ยังชี้ไป URL เดิมพาผู้ใช้มาถึงหน้าที่ถูกต้อง

ภาพหน้าจอคู่มือการย้ายเว็บไซต์ของ Google Search Central ภาษาไทย ข้อแนะนำเรื่องการเปลี่ยนเส้นทาง กรอบสีเขียวที่ย่อหน้าซึ่งบอกให้ใช้การเปลี่ยนเส้นทางให้นานที่สุด โดยทั่วไปอย่างน้อย 1 ปี
Redirect ที่ถอดออกเร็วเกินไปทำให้ Google โอนสัญญาณไม่ครบ และลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้ไป URL เดิมพาผู้ใช้ไปเจอหน้าที่ไม่มีอยู่ ที่มา: developers.google.com

ก่อนเปิดใช้จริง ควรทดสอบ Redirect กับรายการ URL เดิมทั้งหมดในตาราง Mapping ทุกบรรทัดต้องตอบรหัส 301 ครั้งเดียวแล้วจบที่หน้าปลายทางที่ตอบ 200 ถ้าพบ Redirect ต่อกันหลายทอด เช่น HTTP ไป HTTPS แล้วไปโดเมนใหม่อีกครั้ง ให้แก้เป็นทอดเดียวตรงไปยังปลายทาง เพราะแต่ละทอดทำให้หน้าโหลดช้าลงสำหรับผู้ใช้

แจ้ง Google ด้วยเครื่องมือเปลี่ยนที่อยู่ใน Search Console

เครื่องมือเปลี่ยนที่อยู่ (Change of Address) ใน Search Console ใช้แจ้ง Google ว่าเว็บย้ายจากโดเมนหรือโดเมนย่อยหนึ่งไปอีกโดเมนหนึ่ง ตามหน้าเครื่องมือแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ ของ Google เครื่องมือนี้บอกให้ Google เน้นเก็บข้อมูลเว็บใหม่ ส่งต่อสัญญาณจากเว็บเก่าไปเว็บใหม่ และเลือกเว็บใหม่เป็นหน้า Canonical ต่อเนื่องเป็นเวลา 180 วันหลังเริ่มย้าย หน้าเดียวกันแนะนำให้คง Redirect ไว้อย่างน้อย 180 วัน และจ่ายค่าโดเมนเดิมต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปี เพื่อไม่ให้ผู้อื่นซื้อโดเมนเก่าไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย

ภาพหน้าจอหน้าความช่วยเหลือ Search Console ภาษาไทย เรื่องเครื่องมือแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ รายการขั้นตอนหลังส่งคำขอ กรอบสีเขียวที่ข้อแนะนำให้ใช้การเปลี่ยนเส้นทางอย่างน้อย 180 วัน และจ่ายค่าโดเมนเดิมต่ออีกอย่างน้อย 1 ปี
การแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ไม่ได้ทดแทน Redirect เว็บเก่ายังต้องส่งผู้ใช้และ Google ไปหน้าใหม่ต่อไป และโดเมนเก่าควรถือไว้ต่อเพื่อกันคนอื่นนำไปใช้ ที่มา: support.google.com

เงื่อนไขที่ต้องมีก่อนใช้เครื่องมือ มีดังนี้

  • ตั้ง Redirect 301 จากหน้าแรกเดิมไปหน้าแรกใหม่ และควรตั้ง 301 ให้หน้าหลักของเว็บเก่าทุกหน้า
  • เป็นเจ้าของพร็อพเพอร์ตี้ทั้งเว็บเก่าและเว็บใหม่ใน Search Console ด้วยบัญชี Google เดียวกัน
  • เป็นการย้ายระดับโดเมน ไม่ใช่ย้ายแค่โฟลเดอร์ เช่น /shop/

การเปลี่ยน HTTP เป็น HTTPS ไม่ต้องใช้เครื่องมือนี้ เพราะ Google ระบุว่าจะทราบการเปลี่ยนแปลงได้เอง เช่นเดียวกับการเปลี่ยนโครงสร้าง URL ภายในโดเมนเดิมที่ใช้ Redirect อย่างเดียวก็พอ ไม่ว่าจะย้ายแบบไหน ให้ส่ง Sitemap ที่มี URL ใหม่ในพร็อพเพอร์ตี้ของเว็บใหม่ เพื่อให้ Google ค้นพบหน้าใหม่ได้เร็วขึ้น

สิ่งที่ต้องตรวจหลังย้ายเว็บ

หลังย้ายเว็บต้องตรวจ 6 เรื่อง คือ Redirect, robots.txt กับ noindex, Sitemap, การจัดทำดัชนี, คลิกจาก Google และลีด ช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าดูใกล้ชิดคือ 1 ถึง 3 เดือนแรก เพราะ Google ระบุว่าเว็บขนาดกลางอาจใช้เวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นกว่าจะเริ่มแสดง URL ใหม่แทน URL เดิม และเว็บขนาดใหญ่จะใช้เวลานานกว่านั้น

อินโฟกราฟิก 6 สิ่งที่ต้องตรวจหลังย้ายเว็บ: Redirect, robots.txt และ noindex, Sitemap, การจัดทำดัชนี, คลิกเว็บเก่าเทียบเว็บใหม่ และลีดกับระบบติดตาม
ตรวจทุกสัปดาห์ในเดือนแรก แล้วค่อยลดเป็นทุกเดือนเมื่อตัวเลขกลับมาใกล้ตัวเลขฐาน

สัญญาณที่บอกว่าการย้ายไปได้ดี คือคลิกของเว็บเก่าลดลงพร้อมกับคลิกของเว็บใหม่ที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้กัน ส่วนสัญญาณอันตรายคือคลิกรวมของทั้งสองเว็บลดลงต่อเนื่องเกิน 1 เดือน หรือหน้าสำคัญหายไปจากดัชนี กรณีนี้ควรตรวจเว็บ SEO ทั้งระบบ โดยเริ่มจาก Redirect ของหน้าที่คลิกหายมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่แก้แล้วเห็นผลเร็วที่สุด

ย้ายเว็บเองหรือให้ทีม SEO ดูแล

เว็บขนาดเล็กที่ย้ายแค่โฮสติ้งหรือเปลี่ยนเป็น HTTPS ทำเองได้ถ้าทำตามคู่มือของ Google ครบ แต่การเปลี่ยนโดเมน การรวมหลายเว็บ หรือการเปลี่ยนระบบจัดการเว็บพร้อมโครงสร้าง URL ใหม่ ควรมีคนดูแลด้าน SEO ตั้งแต่วันวางแผน เพราะความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดก่อนวันย้าย เช่น ตาราง Mapping ไม่ครบ หรือเว็บใหม่ตัดหน้าที่เคยสร้างลีดออกไปโดยไม่มีใครสังเกต

ทีม Rankfinder ช่วยทำตาราง URL Mapping ตรวจ Redirect ก่อนและหลังวันย้าย และติดตามคลิกกับลีดใน Search Console และ GA4 จนตัวเลขกลับมาเท่าเดิม ธุรกิจที่กำลังจะย้ายเว็บสามารถดูบริการ SEO ที่ดูแลการย้ายเว็บ หรือขอคำปรึกษาก่อนย้ายเว็บได้ ก่อนเริ่มงานกับทีมพัฒนา

ประเด็นสำคัญของการย้ายเว็บ SEO

  • ย้ายเว็บ SEO คือการย้ายเว็บโดยส่งต่ออันดับที่หน้าเดิมสะสมไว้ไปยังหน้าใหม่ และความเสี่ยงขึ้นกับว่า URL เปลี่ยนหรือไม่
  • อันดับหายเพราะความผิดพลาด เช่น noindex ค้าง Redirect ผิด หรือ Sitemap ไม่อัปเดต ไม่ใช่เพราะ Redirect 301 ซึ่งไม่ทำให้ PageRank หาย
  • การย้ายมี 6 ขั้น ตั้งแต่เก็บ URL และตัวเลขฐาน ไปจนถึงติดตามผลหลังย้าย
  • URL Mapping ต้องจับคู่ URL เดิมทุกหน้ากับหน้าใหม่ที่เนื้อหาตรงกัน หน้าที่ไม่มีแล้วให้ตอบ 404 หรือ 410
  • ใช้ Redirect 301 หรือ 308 ฝั่งเซิร์ฟเวอร์แบบหน้าต่อหน้า และเก็บไว้อย่างน้อย 1 ปี
  • เครื่องมือเปลี่ยนที่อยู่ใช้กับการเปลี่ยนโดเมนเท่านั้น และส่งต่อสัญญาณเป็นเวลา 180 วัน
  • เฝ้าดู 6 เรื่องหลังย้ายอย่างใกล้ชิดใน 1 ถึง 3 เดือนแรก เพราะ Google อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะแสดง URL ใหม่
  • การเปลี่ยนโดเมนหรือเปลี่ยนระบบพร้อมโครงสร้าง URL ใหม่ ควรมีทีม SEO ดูแลตั้งแต่วันวางแผน

อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการย้ายเว็บ SEO

ย้ายเว็บแล้วอันดับจะตกนานแค่ไหน

ย้ายเว็บที่ทำถูกต้องมักเห็นอันดับแกว่งเป็นเวลาหลายสัปดาห์ Google ระบุว่าเว็บขนาดกลางอาจใช้เวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นกว่าจะเริ่มแสดง URL ใหม่แทน URL เดิม ถ้าคลิกรวมยังลดลงต่อเนื่องเกิน 1 เดือน ให้ตรวจ Redirect และการจัดทำดัชนีของหน้าที่คลิกหายมากที่สุดก่อน

เปลี่ยนโดเมนแล้วต้องเก็บโดเมนเก่าไว้นานแค่ไหน

ควรเก็บโดเมนเก่าและ Redirect ไว้อย่างน้อย 1 ปี Google แนะนำให้คงการเปลี่ยนเส้นทางไว้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ และแนะนำให้จ่ายค่าโดเมนเดิมต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปี เพื่อไม่ให้ผู้อื่นซื้อโดเมนเก่าไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย

เปลี่ยนจาก HTTP เป็น HTTPS ต้องใช้เครื่องมือเปลี่ยนที่อยู่ไหม

ไม่ต้องใช้ การเปลี่ยนจาก HTTP เป็น HTTPS ใช้ Redirect 301 ทุกหน้าไปยัง URL แบบ HTTPS ก็พอ เพราะ Google ระบุว่าจะทราบการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เอง เครื่องมือเปลี่ยนที่อยู่ใช้เฉพาะการย้ายไปโดเมนหรือโดเมนย่อยอื่น

ย้ายโฮสติ้งอย่างเดียวกระทบ SEO ไหม

ย้ายโฮสติ้งโดยที่ URL ไม่เปลี่ยนแทบไม่กระทบ SEO ถ้าเซิร์ฟเวอร์ใหม่เร็วและเสถียรพอ ไม่ต้องทำ Redirect และไม่ต้องใช้เครื่องมือเปลี่ยนที่อยู่ สิ่งที่ต้องทำคือลดค่า TTL ของ DNS ล่วงหน้า ตรวจว่าไฟร์วอลล์ไม่บล็อก Googlebot และปิดโฮสต์เดิมเมื่อไม่มีการเข้าชมเหลืออยู่แล้ว

Related Link
คำถามก่อนจ้างบริษัท SEO คือชุดคำถามที่ใช้ตรวจประสบการณ์ วิธีทำงาน การวัดผล และเงื่อนไขสัญญาของผู้ให้บริการ บทความนี้รวม 10 คำถามพร้อมคำตอบที่ควรได้ สัญญาณอันตราย และวิธีให้คะแนนเพื่อเทียบหลายเจ้า
Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้กลับมายังเว็บของเรา บทความนี้อธิบายว่า Google ใช้ลิงก์อย่างไร ลิงก์แบบไหนดีหรือเสี่ยง และวิธีสร้างและตรวจ Backlink ให้ปลอดภัยตามแนวทางของ Google
Core Web Vitals คือตัวชี้วัด 3 ค่าที่ Google ใช้วัดประสบการณ์ของผู้ใช้จริงบนหน้าเว็บ ได้แก่ LCP, INP และ CLS บทความนี้อธิบายเกณฑ์ผ่านของแต่ละค่า ผลต่ออันดับ วิธีแก้ทีละค่า และวิธีตรวจด้วย PageSpeed Insights กับ Search Console

Contact us

สอบถาม / สั่งซื้อบริการ / จองคอร์สเรียน