ภาพปก Schema Markup คืออะไร: โค้ด HTML บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ถ่ายระยะใกล้
ภาพปก Schema Markup คืออะไร: โค้ด HTML บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ถ่ายระยะใกล้

Schema Markup คืออะไร? คู่มือใส่ Structured Data ให้เว็บไทย 2026

Schema Markup คือโค้ดมาตรฐานจาก Schema.org ที่ใส่ไว้ในหน้าเว็บเพื่อบอก Google และเครื่องมือค้นหาอื่นว่าเนื้อหาในหน้านั้น “คืออะไร” เช่น เป็นสินค้าราคา 590 บาท เป็นบทความของผู้เขียนคนไหน หรือเป็นร้านที่เปิดกี่โมง เมื่อระบบอ่านข้อมูลได้ชัด หน้าเว็บจึงมีสิทธิ์แสดงผลแบบพิเศษที่เรียกว่า Rich Results คู่มือนี้เรียงตามลำดับที่ควรรู้ ได้แก่ ความหมายและการทำงานของ Schema Markup, ประโยชน์ต่อ SEO, ประเภท Rich Results ที่ยังใช้ได้และที่ Google ยกเลิกแล้วในปี 2026, ความต่างของ JSON-LD, Microdata และ RDFa, วิธีติดตั้งบนเว็บไซต์, ตัวอย่างโค้ดที่ใช้บ่อย, วิธีตรวจสอบ, ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และบทบาทของ Schema ใน AI Search

Schema Markup คืออะไร ทำงานอย่างไร

Schema Markup คือชุดคำศัพท์กลางที่ใช้อธิบายข้อมูลบนหน้าเว็บในรูปแบบที่โปรแกรมอ่านเข้าใจตรงกัน ชุดคำศัพท์นี้ดูแลโดยโครงการ Schema.org ซึ่งก่อตั้งร่วมกันโดย Google, Microsoft, Yahoo และ Yandex ส่วนคำว่า Structured Data หมายถึงข้อมูลที่จัดรูปแบบตามคำศัพท์นี้ Google อธิบายว่า Structured Data เป็นรูปแบบมาตรฐานสำหรับให้ข้อมูลเกี่ยวกับหน้าและจัดประเภทเนื้อหา ในงานจริงสองคำนี้จึงใช้แทนกันได้

ลองนึกถึงหน้าสินค้าที่เขียนว่า “เสื้อยืดคอกลม ราคา 590 บาท มีของพร้อมส่ง” คนอ่านเข้าใจทันที แต่ระบบค้นหาต้องเดาว่าตัวเลขไหนคือราคา Schema Markup ช่วยตัดการเดานั้นด้วยการระบุตรง ๆ ว่า name = เสื้อยืดคอกลม, price = 590, priceCurrency = THB และ availability = InStock

Schema Markup เป็นงานหนึ่งในหมวด Technical SEO ถ้ายังไม่แน่ใจว่า technical seo คืออะไรและต้องตรวจอะไรบ้าง ให้ดูภาพรวมก่อน แล้วค่อยกลับมาลงรายละเอียดเรื่อง Schema ในคู่มือนี้

Schema Markup ช่วย SEO อย่างไร

Schema Markup ช่วย SEO ใน 2 ทางหลัก คือทำให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้แม่นขึ้น และทำให้หน้ามีสิทธิ์แสดง Rich Results ที่ดึงสายตาในหน้าผลการค้นหา Google ระบุเองว่าใช้ Structured Data ที่พบบนเว็บเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาของหน้า

  • เข้าใจ Entity ได้ชัดขึ้น: บอกได้ว่าใครเป็นเจ้าของเว็บ ใครเขียนบทความ สินค้านี้เป็นของแบรนด์อะไร
  • มีสิทธิ์ได้ Rich Results: เช่น ราคาและดาวรีวิวของสินค้า วันเวลาของอีเวนต์ หรือภาพตัวอย่างวิดีโอ
  • CTR สูงขึ้นเมื่อได้ Rich Results: Google ยกกรณีศึกษาที่ Rotten Tomatoes ใส่ Structured Data 100,000 หน้าแล้ววัด CTR ได้สูงขึ้น 25% และ Nestlé วัดได้ว่าหน้าที่แสดงเป็น Rich Results มี CTR สูงกว่าหน้าปกติ 82%

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ Schema ไม่ได้การันตีผล Google เขียนไว้ชัดว่าไม่รับประกันว่า Structured Data จะแสดงในผลการค้นหา แม้ใส่ถูกต้องแล้วก็ตาม ประโยชน์ที่ Google ระบุไว้คือความเข้าใจเนื้อหาและสิทธิ์ในการแสดงผลแบบพิเศษ ไม่ใช่การดันอันดับขึ้นโดยตรง เนื้อหาที่ตอบคำถามได้ดีจึงยังเป็นตัวตัดสินหลัก

Rich Results ที่ยังใช้ได้ และที่ Google ยกเลิกแล้วในปี 2026

Rich Results ที่ยังได้ผลในปี 2026 คือกลุ่มที่ช่วยการตัดสินใจโดยตรง เช่น สินค้า รีวิว อีเวนต์ สูตรอาหาร วิดีโอ และประกาศงาน ส่วนกลุ่มที่เคยนิยมอย่าง FAQ และ HowTo ถูกยกเลิกไปแล้ว บทความเก่าหลายแหล่งยังแนะนำ FAQ Schema อยู่ จึงควรเช็กสถานะล่าสุดก่อนลงแรง

ประเภท Schemaสิ่งที่แสดงใน Googleสถานะปี 2026
Product, Offer, AggregateRatingราคา สถานะสต็อก ดาวรีวิวของสินค้ายังแสดงผล
Eventวันเวลาและสถานที่ของงานยังแสดงผล
Recipeภาพ เวลาทำ และคะแนนสูตรอาหารยังแสดงผล
VideoObjectภาพตัวอย่างและช่วงเวลาสำคัญของวิดีโอยังแสดงผล
JobPostingประกาศงานใน Google for Jobsยังแสดงผล
Organization, LocalBusinessโลโก้และข้อมูลธุรกิจยังใช้ได้ (ห้ามใส่รีวิวที่ธุรกิจควบคุมเอง)
Article, BreadcrumbListข้อมูลหัวข้อ รูป วันที่ และเส้นทางหน้าเว็บยังใช้ได้ ช่วยให้ Google อ่านหน้าได้ถูก
FAQPageคำถาม-คำตอบใต้ผลการค้นหายกเลิก หยุดแสดงตั้งแต่ 7 พ.ค. 2026
HowToขั้นตอนแบบทีละข้อยกเลิกตั้งแต่ปี 2023
Course info, Estimated salary, Learning video, Special announcement, Vehicle listingข้อมูลคอร์ส เงินเดือน ฯลฯยกเลิกในปี 2025

ที่มาของสถานะในตาราง: Google ประกาศลด HowTo และจำกัด FAQ ครั้งแรกในบล็อก Search Central เดือนสิงหาคม 2023 ต่อมาประกาศเลิกแสดงผล 7 ประเภทเพื่อทำหน้าผลการค้นหาให้เรียบง่ายขึ้นในปี 2025 และFAQ Rich Results หยุดแสดงทั้งหมดเมื่อ 7 พฤษภาคม 2026 โค้ด FAQPage ที่มีอยู่ไม่ทำให้เว็บเสียหาย แต่ไม่ควรหวังผลด้านการแสดงผลจากมันอีก

อินโฟกราฟิกสถานะ Rich Results ปี 2026: ประเภทที่ Google ยังแสดง ประเภทที่ยกเลิกแล้ว และ Schema พื้นฐานที่ควรมีทุกเว็บ
Rich Results ที่ยังแสดงใน Google ปี 2026 เทียบกับประเภทที่ Google เลิกแสดงแล้ว

JSON-LD, Microdata และ RDFa ต่างกันอย่างไร

JSON-LD, Microdata และ RDFa คือ 3 รูปแบบการเขียน Structured Data ที่ให้ข้อมูลชุดเดียวกัน ต่างกันที่ตำแหน่งของโค้ด JSON-LD เขียนแยกไว้ในแท็ก script ส่วน Microdata และ RDFa แทรกเป็น attribute ในแท็ก HTML ตรงจุดที่แสดงข้อมูล

Google แนะนำให้ใช้ JSON-LD ถ้าระบบเว็บรองรับ และระบุว่าวางแท็ก script ได้ทั้งใน head และ body ของหน้า ความเชื่อที่ว่าต้องวางใน head เท่านั้นจึงไม่ถูกต้อง ข้อดีที่เห็นชัดในงานจริงคือ เวลาเปลี่ยนธีมหรือแก้ดีไซน์ JSON-LD ไม่พังตาม เพราะไม่ได้ผูกกับแท็ก HTML

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบ 3 รูปแบบ Structured Data: JSON-LD, Microdata และ RDFa
JSON-LD แยกโค้ดออกจาก HTML จึงดูแลง่ายที่สุด และเป็นรูปแบบที่ Google แนะนำ
<script type="application/ld+json">
{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "Organization",
  "name": "ชื่อธุรกิจของคุณ",
  "url": "https://example.com/",
  "logo": "https://example.com/logo.png"
}
</script>

วิธีติดตั้ง Schema Markup บนเว็บไซต์

การติดตั้ง Schema Markup เริ่มจากเลือกประเภทให้ตรงกับเนื้อหาหลักของหน้า แล้วใส่ข้อมูลให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้เห็นบนหน้าจริง ขั้นตอนที่ใช้ได้ทั้งเว็บ WordPress และเว็บที่เขียนเองมีดังนี้

  1. เลือกประเภทหลักของหน้า: หน้าสินค้าใช้ Product หน้าบทความใช้ Article หรือ BlogPosting หน้าติดต่อใช้ ContactPage คู่กับ Organization
  2. ใส่ property ที่ Google กำหนด: เปิดเอกสารของประเภทนั้นใน Google Search Central แล้วใส่ช่องที่เป็น Required ให้ครบ ตามด้วย Recommended เท่าที่มีข้อมูลจริง
  3. ให้ข้อมูลตรงกับหน้า: Google กำหนดว่าห้าม Markup เนื้อหาที่ผู้อ่านมองไม่เห็นบนหน้า ราคาใน Schema จึงต้องเป็นราคาเดียวกับที่แสดง
  4. ติดตั้งบน WordPress: ปลั๊กอิน SEO อย่าง Rank Math หรือ Yoast สร้าง Organization, WebSite, BreadcrumbList และ Article ให้อัตโนมัติ ประเภทเฉพาะอย่าง Product หรือ Event เพิ่มผ่านตัวสร้าง Schema ของปลั๊กอิน
  5. ติดตั้งบนเว็บที่เขียนเอง: วางแท็ก script แบบ JSON-LD ในเทมเพลตของหน้า และดึงค่าจากฐานข้อมูลเดียวกับที่แสดงบนหน้า เพื่อไม่ให้ราคาหรือสต็อกคลาดกัน
  6. เชื่อมข้อมูลด้วย @id: ให้ Organization, WebSite และ WebPage อ้างถึงกันด้วย @id เดียวกันทั้งเว็บ Google จะเห็นว่าทุกหน้าเป็นของเจ้าของรายเดียวกัน

ข้อที่พลาดกันบ่อยคือมี Schema ซ้ำจากหลายแหล่ง ตอนตรวจเว็บ Rankfinder เองเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2026 เราพบว่าปลั๊กอินประกาศเจ้าของเว็บเป็น Person ขณะที่โค้ดอีกชุดบนหน้าบริการประกาศเป็น Organization จึงแก้ให้ทั้งสองชุดใช้ Organization และ @id เดียวกัน ก่อนเพิ่ม Schema ใหม่ทุกครั้ง ให้ดูก่อนว่าปลั๊กอินหรือธีมสร้างอะไรไว้แล้วบ้าง

ตัวอย่างโค้ด Schema Markup ที่ใช้บ่อย

ตัวอย่างด้านล่างเป็นโค้ด JSON-LD ที่ใช้บ่อยที่สุด 3 แบบ ให้เปลี่ยนค่าเป็นข้อมูลจริงของเว็บ และตัดช่องที่ไม่มีข้อมูลจริงออก อย่าใส่ค่าสมมติทิ้งไว้

Article สำหรับหน้าบทความ

Article หรือ BlogPosting บอก Google ว่าหน้านี้เป็นบทความ ใครเขียน เผยแพร่และแก้ไขล่าสุดเมื่อไร และองค์กรไหนเป็นผู้เผยแพร่

{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "BlogPosting",
  "headline": "Schema Markup คืออะไร",
  "image": "https://example.com/cover-1200x630.webp",
  "datePublished": "2026-09-28T09:00:00+07:00",
  "dateModified": "2026-09-28T09:00:00+07:00",
  "author": {
    "@type": "Person",
    "name": "ชื่อผู้เขียน",
    "url": "https://example.com/author/"
  },
  "publisher": {
    "@id": "https://example.com/#organization"
  }
}

Product สำหรับหน้าสินค้า

Product คู่กับ Offer ระบุชื่อสินค้า ราคา สกุลเงิน และสถานะสต็อก ส่วน aggregateRating ใส่ได้เฉพาะเมื่อหน้านั้นแสดงรีวิวจริงจากลูกค้า

{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "Product",
  "name": "เสื้อยืดคอกลม",
  "image": "https://example.com/tshirt.jpg",
  "sku": "T001",
  "brand": {
    "@type": "Brand",
    "name": "แบรนด์ของคุณ"
  },
  "offers": {
    "@type": "Offer",
    "url": "https://example.com/tshirt/",
    "priceCurrency": "THB",
    "price": "590.00",
    "availability": "https://schema.org/InStock"
  },
  "aggregateRating": {
    "@type": "AggregateRating",
    "ratingValue": "4.5",
    "reviewCount": "89"
  }
}

LocalBusiness สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน

LocalBusiness ระบุชื่อร้าน ที่อยู่ เบอร์โทร และเวลาเปิดปิด ข้อมูลต้องตรงกับ Google Business Profile และหน้าติดต่อของเว็บ

{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "LocalBusiness",
  "@id": "https://example.com/#organization",
  "name": "ชื่อร้าน",
  "url": "https://example.com/",
  "telephone": "+66-2-000-0000",
  "address": {
    "@type": "PostalAddress",
    "streetAddress": "123 ถนนสุขุมวิท",
    "addressLocality": "กรุงเทพมหานคร",
    "postalCode": "10110",
    "addressCountry": "TH"
  },
  "openingHoursSpecification": [
    {
      "@type": "OpeningHoursSpecification",
      "dayOfWeek": [
        "Monday",
        "Tuesday",
        "Wednesday",
        "Thursday",
        "Friday"
      ],
      "opens": "10:00",
      "closes": "20:00"
    }
  ]
}

วิธีตรวจสอบ Schema Markup ก่อนและหลังเผยแพร่

การตรวจ Schema Markup ใช้ 3 เครื่องมือคู่กัน เพราะแต่ละตัวตอบคำถามต่างกัน

  • Rich Results Test (search.google.com/test/rich-results): บอกว่าหน้ามีสิทธิ์ได้ Rich Result ประเภทไหน และมี Error หรือ Warning อะไร ตรวจได้ทั้ง URL และโค้ด
  • Schema Markup Validator (validator.schema.org): ตรวจไวยากรณ์ของ Schema ทุกประเภท รวมถึงประเภทที่ Google ไม่แสดงเป็น Rich Result
  • Google Search Console: รายงาน Enhancements แสดงหน้าที่ Google อ่าน Schema ได้จริงหลัง Crawl และแจ้งเมื่อมี Error ใหม่
อินโฟกราฟิก 3 เครื่องมือตรวจ Schema Markup: Rich Results Test, Schema Markup Validator และ Google Search Console
ตรวจ Schema ก่อนเผยแพร่ด้วย 2 เครื่องมือแรก แล้วติดตามผลจริงใน Search Console

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใส่ Schema Markup

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือใส่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับหน้า ซึ่งเสี่ยงทั้งเสียสิทธิ์ Rich Results และโดนบทลงโทษ Google ระบุว่าปัญหา Structured Data อาจทำให้เกิด Manual Action ที่ทำให้หน้าเสียสิทธิ์แสดงเป็น Rich Result

  • Markup ข้อมูลที่ไม่มีบนหน้า เช่น ใส่คะแนนรีวิวใน Schema แต่หน้าไม่ได้แสดงรีวิว
  • ธุรกิจใส่รีวิวตัวเอง: Google กำหนดว่าถ้าธุรกิจควบคุมรีวิวเกี่ยวกับตัวเอง หน้าที่ใช้ LocalBusiness หรือ Organization จะไม่มีสิทธิ์ได้ดาวรีวิว
  • เลือกประเภทไม่ตรงเนื้อหา เช่น ใช้ Product กับหน้าบริการที่ไม่มีราคาชัดเจน
  • ราคาและสต็อกใน Schema ไม่อัปเดตตามหน้าจริง
  • ปลั๊กอินหลายตัวสร้าง Organization หรือ Article ซ้ำกันและข้อมูลขัดกัน
  • ยังลงแรงทำ FAQ หรือ HowTo Schema เพื่อหวัง Rich Results ทั้งที่ Google เลิกแสดงแล้ว

Schema Markup ช่วยเรื่อง AI Search ได้แค่ไหน

Schema Markup ช่วย AI Search ในฐานะพื้นฐานที่ทำให้ระบบเข้าใจเนื้อหาถูกต้อง แต่ไม่ใช่ทางลัดไปสู่คำตอบของ AI Google เขียนในเอกสารเรื่อง AI Overviews และ AI Mode ว่าไม่มี Structured Data ชนิดพิเศษที่ต้องเพิ่มเพื่อให้ปรากฏในฟีเจอร์ AI และแนะนำเพียงให้ Structured Data ตรงกับข้อความที่มองเห็นบนหน้า

สิ่งที่ Schema ทำได้ดีคือยืนยันตัวตน เช่น ใครเป็นเจ้าของเว็บ ผู้เขียนคือใคร และแบรนด์เชื่อมกับโปรไฟล์ไหน ส่วนการถูกหยิบไปตอบยังขึ้นกับคุณภาพเนื้อหาและสัญญาณจากภายนอก เช่น brand mention ในเว็บอื่น ถ้าเป้าหมายคือการถูกอ้างอิงใน AI Overviews ให้ดูแนวทาง ai overviews seo ควบคู่กันไป

ถ้าอยากฝึกใส่ Schema และตรวจ Technical SEO กับเว็บจริงทีละขั้น ดูรายละเอียดได้ที่คอร์สเรียน SEO ภาษาไทยของ Rankfinder

ประเด็นสำคัญของ Schema Markup

  • Schema Markup คือโค้ดมาตรฐานจาก Schema.org ที่บอกระบบค้นหาว่าเนื้อหาในหน้าคืออะไร
  • ประโยชน์หลักคือช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาและทำให้หน้ามีสิทธิ์ได้ Rich Results ไม่ใช่การดันอันดับโดยตรง
  • ปี 2026 Rich Results ที่ยังได้ผลคือ Product, Event, Recipe, Video และ Job Posting ส่วน FAQ และ HowTo ยกเลิกแล้ว
  • ใช้ JSON-LD ตามที่ Google แนะนำ วางได้ทั้งใน head และ body
  • ข้อมูลใน Schema ต้องตรงกับที่ผู้ใช้เห็น และเชื่อมทุกหน้าด้วย @id ของ Organization เดียวกัน
  • ตรวจด้วย Rich Results Test, Schema Markup Validator และติดตามผลใน Search Console
  • ห้ามใส่รีวิวที่ธุรกิจควบคุมเองใน LocalBusiness หรือ Organization และระวัง Schema ซ้ำจากหลายปลั๊กอิน
  • สำหรับ AI Search ไม่มี Schema พิเศษที่ต้องเพิ่ม Schema ช่วยยืนยันตัวตนของเจ้าของเนื้อหา

อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Schema Markup

Schema Markup ช่วยให้ติดอันดับ Google ดีขึ้นไหม

Schema Markup ไม่ได้ดันอันดับขึ้นโดยตรง แต่ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาและทำให้หน้ามีสิทธิ์แสดงเป็น Rich Results ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสที่คนจะคลิก อันดับยังขึ้นกับคุณภาพเนื้อหา ความน่าเชื่อถือ และ Technical SEO โดยรวม

ยังควรใส่ FAQ Schema อยู่ไหม

FAQ Schema ไม่ให้ผลด้าน Rich Results แล้ว เพราะ Google หยุดแสดง FAQ Rich Results ตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2026 โค้ดเดิมที่มีอยู่ไม่ต้องรีบลบเพราะไม่ทำให้เสียหาย แต่ไม่ควรเสียเวลาเพิ่มใหม่เพื่อหวังการแสดงผล

ต้องใส่ Schema ทุกหน้าไหม

ทุกหน้าควรมี Schema พื้นฐาน คือ Organization, WebSite, WebPage และ BreadcrumbList ซึ่งปลั๊กอิน SEO ส่วนใหญ่สร้างให้อัตโนมัติ ส่วน Schema เฉพาะอย่าง Product หรือ Event ใส่เฉพาะหน้าที่มีข้อมูลนั้นจริง

ใช้ปลั๊กอินอะไรใส่ Schema บน WordPress

ปลั๊กอิน SEO หลักอย่าง Rank Math และ Yoast SEO สร้าง Schema พื้นฐานได้ทันที และเพิ่มประเภทเฉพาะได้จากตัวสร้าง Schema ในปลั๊กอิน ใช้ปลั๊กอิน SEO เพียงตัวเดียวต่อเว็บเพื่อไม่ให้ Schema ซ้ำหรือขัดกัน

Related Link
คำถามก่อนจ้างบริษัท SEO คือชุดคำถามที่ใช้ตรวจประสบการณ์ วิธีทำงาน การวัดผล และเงื่อนไขสัญญาของผู้ให้บริการ บทความนี้รวม 10 คำถามพร้อมคำตอบที่ควรได้ สัญญาณอันตราย และวิธีให้คะแนนเพื่อเทียบหลายเจ้า
GEO (Generative Engine Optimization) คือการปรับเว็บไซต์ให้ระบบ AI เลือกนำไปอ้างอิงในคำตอบ คู่มือนี้อธิบายสิ่งที่ Google และ OpenAI ยืนยัน พร้อม 6 วิธีทำ GEO และวิธีวัดผลจาก AI Search
Google AI Overviews คือคำตอบสรุปที่ AI ของ Google สร้างเหนือผลการค้นหาพร้อมลิงก์อ้างอิง และใช้งานในไทยเป็นภาษาไทยแล้ว บทความนี้อธิบายการทำงาน ผลกระทบต่อ Traffic เงื่อนไขการถูกอ้างอิง วิธีเขียนเนื้อหา ความต่างจาก AI Mode และวิธีวัดผล

Contact us

สอบถาม / สั่งซื้อบริการ / จองคอร์สเรียน