KPI และรายงาน SEO: เจ้าของธุรกิจต้องดูตัวเลขอะไร

KPI SEO คือตัวชี้วัดไม่กี่ตัวที่ใช้ตัดสินว่างาน SEO ช่วยธุรกิจหรือไม่ บทความนี้อธิบาย KPI 3 ระดับ วิธีอ่านตัวเลขใน Search Console และ GA4 ให้ถูก และสิ่งที่รายงาน SEO รายเดือนควรมี
ภาพปกบทความ KPI SEO: แผงรายงานแสดงกราฟเส้นที่เพิ่มขึ้น กราฟแท่ง และวงแหวนเป้าหมายสีเขียว บนพื้นหลังสีเขียวเข้ม

KPI SEO คือตัวชี้วัดไม่กี่ตัวที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้ตัดสินว่างาน SEO กำลังพาธุรกิจไปถึงเป้าหมายหรือไม่ เช่น จำนวนคลิกจาก Google, จำนวนคนที่กรอกฟอร์มหรือทักแชตจากการค้นหา และยอดขายที่ตามมา ส่วนรายงาน SEO คือเอกสารที่เล่าตัวเลขเหล่านี้ให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจและตัดสินใจต่อได้ บทความนี้อธิบายตามลำดับ ได้แก่ KPI SEO คืออะไรและต่างจากตัวเลขทั่วไปอย่างไร, KPI SEO 3 ระดับที่เจ้าของธุรกิจควรรู้, วิธีอ่านตัวเลขใน Search Console ให้ไม่เข้าใจผิด, การวัดผลทางธุรกิจด้วย GA4, สิ่งที่รายงาน SEO รายเดือนควรมี, ตัวเลขที่ไม่ควรใช้เป็น KPI หลัก และวิธีตั้งเป้า KPI SEO ให้สมจริง

KPI SEO คืออะไร ต่างจากตัวเลขทั่วไปอย่างไร

KPI SEO ต่างจากตัวเลขทั่วไปตรงที่ผูกกับเป้าหมายธุรกิจโดยตรง เครื่องมือ SEO แสดงตัวเลขได้หลายร้อยตัว แต่ตัวเลขส่วนใหญ่เป็นเพียงข้อมูลประกอบ (Metric) ที่ทีม SEO ใช้หาสาเหตุ ส่วน KPI คือตัวเลขไม่กี่ตัวที่เจ้าของธุรกิจใช้ตอบคำถามว่า “เงินที่ลงไปกับ SEO เดือนนี้พาลูกค้ามาเพิ่มหรือไม่” การตกลง KPI จึงควรทำตั้งแต่วันเริ่มงาน และควรเป็นหนึ่งในหัวข้อที่คุยกันก่อนเลือกบริษัทมาทำ SEO ให้ธุรกิจ เพราะทั้งสองฝ่ายจะใช้ตัวเลขชุดเดียวกันประเมินงานไปตลอดสัญญา

ตารางนี้แยกให้เห็นว่าตัวเลขแบบไหนเหมาะเป็น KPI และตัวเลขแบบไหนเหมาะใช้เป็นข้อมูลประกอบ

เรื่องที่เทียบKPIข้อมูลประกอบ (Metric)
จำนวน3 ถึง 5 ตัวต่อเว็บมีได้ไม่จำกัด
ใครใช้เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารทีม SEO และนักการตลาด
คำถามที่ตอบงาน SEO ช่วยธุรกิจหรือไม่ทำไมตัวเลขขึ้นหรือลง ต้องแก้ตรงไหน
ตัวอย่างคลิกจาก Google, จำนวนลีดจาก Organic, ยอดขายจาก Organicตำแหน่งรายคีย์เวิร์ด, จำนวนหน้าที่ถูกจัดทำดัชนี, ความเร็วหน้า

KPI SEO 3 ระดับที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

KPI SEO แบ่งได้เป็น 3 ระดับที่ต่อกันเป็นลำดับ คือการมองเห็นบน Google, การเข้าชมเว็บ และผลทางธุรกิจ ถ้าระดับแรกไม่ขยับ ระดับถัดไปก็ขยับไม่ได้ เจ้าของธุรกิจจึงควรดูครบทั้ง 3 ระดับ แต่ให้น้ำหนักกับระดับที่ 3 มากที่สุด

  1. การมองเห็น (Visibility) ดูจากจำนวนการแสดงผล (Impressions) และตำแหน่งเฉลี่ยของกลุ่มคีย์เวิร์ดที่ขายของได้ ตัวเลขระดับนี้ขยับเร็วที่สุด จึงใช้บอกทิศทางในช่วงเดือนแรก ๆ
  2. การเข้าชม (Traffic) ดูจากจำนวนคลิกจาก Google, อัตราการคลิกผ่าน (CTR) และจำนวนเซสชันที่มีการมีส่วนร่วมจากช่องทาง Organic ตัวเลขระดับนี้บอกว่าคนที่เห็นเว็บเราสนใจคลิกเข้ามาจริงหรือไม่
  3. ผลทางธุรกิจ (Business outcome) ดูจากจำนวนการกรอกฟอร์ม โทร ทักแชต หรือสั่งซื้อที่มาจากการค้นหา และยอดขายที่ปิดได้จากลีดเหล่านั้น ตัวเลขระดับนี้ขยับช้าที่สุด แต่เป็นเหตุผลที่ธุรกิจลงทุนทำ SEO
อินโฟกราฟิก KPI SEO 3 ระดับ: การมองเห็นวัดจากการแสดงผลและตำแหน่ง, การเข้าชมวัดจากคลิกและ CTR และผลทางธุรกิจวัดจากลีดและยอดขาย
ตัวเลขระดับแรกขยับเร็วที่สุด แต่ระดับผลทางธุรกิจคือเหตุผลที่ลงทุนทำ SEO

ธุรกิจแต่ละแบบเลือกตัวเลขระดับ 3 ต่างกัน ร้านค้าออนไลน์ดูยอดสั่งซื้อและรายได้จาก Organic ได้ตรง ๆ ส่วนธุรกิจบริการหรือ B2B ที่ปิดการขายนอกเว็บ ควรนับการกรอกฟอร์ม การโทร และการทักแชตเป็นตัวแทน แล้วให้ฝ่ายขายบันทึกว่าลีดไหนปิดได้ เพื่อเทียบกลับว่าลีดจาก SEO มีคุณภาพแค่ไหน

อ่านตัวเลขใน Search Console อย่างไรให้ไม่เข้าใจผิด

ตัวเลขใน Search Console อ่านได้ถูกต้องเมื่อรู้ว่า Google นับแต่ละตัวอย่างไร รายงานประสิทธิภาพแสดง 4 ตัวหลัก คือ การคลิก การแสดงผล CTR และตำแหน่งเฉลี่ย หน้าการแสดงผล ตำแหน่ง และการคลิกคืออะไรของ Google อธิบายไว้ดังนี้

  • การคลิก นับ 1 ครั้งเมื่อผู้ใช้คลิกแล้วออกจาก Google ไปยังเว็บเรา ถ้าผู้ใช้กลับมาแล้วคลิกลิงก์เดิมซ้ำในการค้นหาเดียวกัน ยังนับเป็น 1 ครั้ง
  • การแสดงผล หมายถึงผู้ใช้เห็น หรืออาจเห็น ลิงก์ของเว็บเราในหน้าผลการค้นหา โดยผลการค้นหาทั่วไปนับทันทีที่อยู่ในหน้าผลการค้นหาที่เปิดอยู่ แม้ผู้ใช้ยังไม่ได้เลื่อนลงไปถึง
  • CTR คือจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนการแสดงผล
  • ตำแหน่งเฉลี่ย คำนวณจากตำแหน่งที่สูงที่สุดของเว็บเราในแต่ละคำค้นหา แล้วเฉลี่ยรวมทุกคำค้นหา โดยตำแหน่ง 1 คือตำแหน่งบนสุด
ภาพหน้าจอหน้าความช่วยเหลือ Search Console ภาษาไทย หัวข้อตำแหน่งเฉลี่ย กรอบสีเขียวที่ย่อหน้าอธิบายว่าระบบใช้ตำแหน่งด้านบนสุด และตัวอย่างการคำนวณตำแหน่งเฉลี่ยจากสองคำค้นหา
ตำแหน่งเฉลี่ยใช้ตำแหน่งบนสุดของแต่ละคำค้นหามาเฉลี่ยกัน ค่ารวมของทั้งเว็บจึงเปลี่ยนตามจำนวนคำที่ติดอันดับ ที่มา: support.google.com

ข้อที่ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือตำแหน่งเฉลี่ย ตัวอย่างในหน้าของ Google คือคำค้นหาแรกที่เว็บขึ้นตำแหน่ง 2, 4 และ 6 จะนับเป็น 2 ส่วนอีกคำค้นหาที่ขึ้นตำแหน่ง 3, 5 และ 9 จะนับเป็น 3 ตำแหน่งเฉลี่ยของเว็บจึงเท่ากับ 2.5 ผลที่ตามมาคือเมื่อเว็บเริ่มติดอันดับในคำใหม่จำนวนมากที่ยังอยู่หน้า 3 หรือหน้า 4 ตำแหน่งเฉลี่ยรวมของทั้งเว็บจะ “แย่ลง” ทั้งที่จริงเว็บกำลังมองเห็นได้กว้างขึ้น จึงควรดูตำแหน่งเฉลี่ยแยกตามกลุ่มคีย์เวิร์ดหรือแยกตามหน้า ไม่ใช่ดูค่ารวมของทั้งเว็บ

อีกเรื่องที่ควรรู้คือวิธีรวมข้อมูล Google อธิบายในหน้าเกี่ยวกับข้อมูลในรายงานประสิทธิภาพว่า เมื่อรวมตามพร็อพเพอร์ตี้ ผลการค้นหาหลายรายการของเว็บเดียวกันในคำค้นหาเดียวกันจะนับเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อรวมตามหน้า แต่ละ URL จะนับแยกกัน CTR และตำแหน่งเฉลี่ยในมุมมองพร็อพเพอร์ตี้จึงมักสูงกว่ามุมมองรายหน้า เวลาเทียบตัวเลขข้ามเดือน ต้องเทียบในมุมมองเดียวกันเสมอ ใครที่ยังไม่ได้ตั้งค่าเครื่องมือนี้ ดูวิธีเริ่มใช้ Google Search Consoleก่อน แล้วค่อยกลับมาวางตัวชี้วัด

วัดผลทางธุรกิจด้วย GA4

ผลทางธุรกิจจาก SEO วัดได้ด้วย Google Analytics 4 (GA4) โดยกำหนดการกระทำที่มีค่าต่อธุรกิจให้เป็น “เหตุการณ์สำคัญ” (Key event) เช่น การส่งฟอร์ม การคลิกปุ่มโทร การคลิกไปแชต LINE หรือการสั่งซื้อ แล้วดูว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากช่องทาง Organic Search กี่ครั้ง หน้าทำเครื่องหมายเหตุการณ์ให้เป็นเหตุการณ์สำคัญของ Google อธิบายขั้นตอนไว้ดังนี้

  1. เข้า ผู้ดูแลระบบ (Admin) แล้วเลือก เหตุการณ์ ในส่วนการแสดงข้อมูล
  2. หาเหตุการณ์ที่ต้องการในแท็บเหตุการณ์ล่าสุด เช่น เหตุการณ์ส่งฟอร์ม
  3. คลิกไอคอนรูปดาวข้างเหตุการณ์นั้นเพื่อทำเครื่องหมายเป็นเหตุการณ์สำคัญ

พร็อพเพอร์ตี้มาตรฐานทำเครื่องหมายเหตุการณ์สำคัญได้สูงสุด 30 เหตุการณ์ ซึ่งเพียงพอสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ ควรเลือกเฉพาะการกระทำที่ใกล้การซื้อจริง ไม่ใช่ทุกการคลิก เพราะถ้านับทุกอย่างเป็นเหตุการณ์สำคัญ ตัวเลขจะสูงแต่ไม่บอกอะไร หน้าเดียวกันยังระบุว่า Conversion ของ Google Ads ตั้งค่าใน Google Ads และไม่แสดงในรายงานมาตรฐานของ GA4 ตัวเลขสองระบบจึงไม่จำเป็นต้องตรงกัน

สำหรับระดับการเข้าชม ตัวเลขที่ดีกว่าจำนวนเซสชันเฉย ๆ คือเซสชันที่มีการมีส่วนร่วม (Engaged session) ซึ่งหน้ามิติข้อมูลและเมตริกของ GA4นิยามว่าเป็นเซสชันที่อยู่นานกว่า 10 วินาที หรือมีเหตุการณ์สำคัญ หรือมีการดูหน้าตั้งแต่ 2 หน้าขึ้นไป ส่วนอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement rate) คือสัดส่วนของเซสชันกลุ่มนี้ ตัวเลขนี้ช่วยแยกคนที่เข้ามาอ่านจริงออกจากคนที่เข้ามาแล้วออกทันที

รายงาน SEO รายเดือนที่ดีควรมีอะไร

รายงาน SEO รายเดือนที่ดีควรตอบ 3 คำถามให้ได้ในหน้าแรก คือผลเดือนนี้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับเป้า เกิดอะไรขึ้นจึงเป็นแบบนั้น และเดือนหน้าจะทำอะไรต่อ ถ้ารายงานเป็นภาพหน้าจอจากเครื่องมือเรียงกันหลายสิบหน้าโดยไม่มีคำอธิบาย เจ้าของธุรกิจจะตัดสินใจอะไรไม่ได้ องค์ประกอบที่ควรมีอยู่ในรายงานมีดังนี้

  1. ผลเทียบเป้า KPI 3 ถึง 5 ตัว พร้อมตัวเลขเดือนนี้ เดือนก่อน และเดือนเดียวกันของปีก่อน
  2. ผลทางธุรกิจจาก Organic จำนวนลีดหรือยอดขายจากการค้นหา แยกตามหน้าที่สร้างผล
  3. การเข้าชมและการมองเห็น คลิก การแสดงผล และ CTR จาก Search Console แยกตามกลุ่มคีย์เวิร์ดหรือกลุ่มหน้า
  4. งานที่ทำไปแล้ว รายการบทความใหม่ หน้าที่ปรับ และปัญหาทางเทคนิคที่แก้ พร้อมวันที่
  5. สิ่งที่ผิดปกติและสาเหตุ เช่น ตัวเลขตกเพราะฤดูกาล เว็บล่ม หรือ Google ปรับระบบ
  6. แผนเดือนหน้า งานที่จะทำและเหตุผลว่าทำไมทำงานนั้นก่อน
อินโฟกราฟิก 6 องค์ประกอบของรายงาน SEO รายเดือน: ผลเทียบเป้า, ลีดและยอดขายจาก Organic, คลิกและการแสดงผล, งานที่ทำ, สิ่งผิดปกติ และแผนเดือนหน้า
รายงานที่ดีตอบได้ว่าผลเป็นอย่างไร เพราะอะไร และเดือนหน้าจะทำอะไร

ข้อ 3 จะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อกลุ่มคีย์เวิร์ดในรายงานตรงกับลำดับที่ตกลงกันตั้งแต่ต้น การจัดลำดับความสำคัญของคีย์เวิร์ดช่วยให้รายงานแยกคำที่ขายของได้ออกจากคำที่แค่สร้างการรับรู้ และทำให้เห็นชัดว่าความเคลื่อนไหวของอันดับเดือนนี้เกิดกับกลุ่มคำที่สำคัญหรือไม่

ตัวเลขที่ไม่ควรใช้เป็น KPI หลัก

ตัวเลขที่ไม่ควรใช้เป็น KPI หลักคือตัวเลขที่ขึ้นได้โดยที่ธุรกิจไม่ได้ลูกค้าเพิ่ม ตัวเลขเหล่านี้ดูดีในรายงาน จึงมักถูกนำมาใช้แทนผลจริง

  • คะแนนโดเมนจากเครื่องมือภายนอก เช่น DA หรือ DR เป็นคะแนนที่บริษัทเครื่องมือ SEO คำนวณเองจากข้อมูลลิงก์ของตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขจาก Google และเพิ่มได้ด้วยลิงก์ที่ไม่ช่วยธุรกิจ
  • จำนวนคีย์เวิร์ดทั้งหมดที่ติดอันดับ เพิ่มได้ง่ายจากคำที่ไม่มีคนค้นหาหรือไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ขาย
  • ทราฟฟิกรวมที่ไม่แยกหน้า บทความทั่วไปที่คนอ่านแล้วออกอาจดันทราฟฟิกขึ้น ขณะที่หน้าบริการไม่มีคนเข้าเพิ่ม
  • ตำแหน่งเฉลี่ยของทั้งเว็บ ขยับขึ้นลงตามจำนวนคำใหม่ที่ติดอันดับ ตามที่อธิบายในหัวข้อ Search Console
  • อันดับ 1 ในคำเดียว คำเดียวไม่สะท้อนผลทั้งหมด และหน้าคุณต้องการ SEO ไหมของ Google ระบุว่าไม่มีใครสามารถรับประกันว่าจะได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ใน Google ได้
อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบ KPI ที่ควรใช้ 3 ตัว ได้แก่ ลีดจาก Organic, คลิกของกลุ่มคำสำคัญ และ Engaged session กับตัวเลขที่ไม่ควรเป็น KPI หลัก 3 ตัว ได้แก่ คะแนน DA หรือ DR, จำนวนคีย์เวิร์ดรวม และอันดับ 1 ในคำเดียว
ตัวเลขฝั่งขวาขึ้นได้โดยที่ธุรกิจไม่ได้ลูกค้าเพิ่ม จึงใช้เป็นข้อมูลประกอบเท่านั้น

ตัวเลขกลุ่มนี้ยังมีประโยชน์ในฐานะข้อมูลประกอบ เช่น จำนวนคีย์เวิร์ดที่ติดอันดับบอกได้ว่าเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อกว้างขึ้น แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นเกณฑ์จ่ายเงินหรือต่อสัญญา ถ้ารายงานที่ได้รับมีแต่ตัวเลขกลุ่มนี้ ควรขอให้ผู้ให้บริการเพิ่มตัวเลขระดับการเข้าชมและผลทางธุรกิจเข้ามาด้วย

ตั้งเป้า KPI SEO ให้สมจริงอย่างไร

การตั้งเป้า KPI SEO ให้สมจริงเริ่มจากเก็บตัวเลขฐาน (Baseline) ของเว็บในปัจจุบันก่อน แล้วตั้งเป้าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากตัวเลขฐานนั้น ไม่ใช่ตั้งตัวเลขลอย ๆ ขั้นตอนที่ใช้ได้กับธุรกิจส่วนใหญ่มีดังนี้

  1. ดึงตัวเลขย้อนหลัง คลิก การแสดงผล และเหตุการณ์สำคัญจาก Organic ย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน หรือ 12 เดือนถ้าธุรกิจมีฤดูกาล
  2. เลือก KPI 3 ถึง 5 ตัว โดยมีอย่างน้อย 1 ตัวจากระดับผลทางธุรกิจ
  3. ตั้งเป้าแยกตามช่วงเวลา ช่วงแรกดูการมองเห็นของกลุ่มคำสำคัญ ช่วงต่อมาดูคลิก แล้วจึงดูลีดและยอดขาย
  4. เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อตัดผลของฤดูกาลออก เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวที่ทราฟฟิกขึ้นลงตามช่วงวันหยุด
  5. ทบทวนเป้าทุกไตรมาส เพราะตลาด คู่แข่ง และผลการค้นหาของ Google เปลี่ยนตลอด

Google เองแนะนำในหน้าเดียวกันให้ถามผู้ให้บริการ SEO ว่า “คุณคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์แบบใด และในกรอบเวลาใด คุณวัดความสำเร็จของคุณอย่างไร” คำตอบที่ดีควรระบุ KPI ที่ตรวจสอบได้จากเครื่องมือที่เจ้าของธุรกิจเข้าถึงเอง เช่น Search Console และ GA4 ไม่ใช่ตัวเลขจากเครื่องมือที่มีแต่ผู้ให้บริการเห็น

ภาพหน้าจอหน้าคุณต้องการ SEO ไหมของ Google Search Central ภาษาไทย รายการคำถามที่ควรถามผู้ให้บริการ SEO กรอบสีเขียวที่คำถามเรื่องผลลัพธ์ที่คาดหวัง กรอบเวลา และวิธีวัดความสำเร็จ
ก่อนเริ่มงาน ให้ผู้ให้บริการตอบให้ชัดว่าจะวัดความสำเร็จด้วยตัวเลขอะไร และคาดว่าจะเห็นผลเมื่อไร ที่มา: developers.google.com

สำหรับธุรกิจที่ยังไม่รู้ว่าควรวัดอะไร หรือได้รับรายงานทุกเดือนแต่ยังตอบไม่ได้ว่า SEO ช่วยธุรกิจแค่ไหน ทีม Rankfinder ช่วยตั้งเหตุการณ์สำคัญใน GA4 เชื่อมกับ Search Console และวาง KPI ที่ตรวจสอบได้เองตั้งแต่เดือนแรก สามารถปรึกษาทีม SEO เรื่องการวางตัวชี้วัดได้ก่อนเริ่มงาน

ประเด็นสำคัญของ KPI SEO

  • KPI SEO คือตัวชี้วัด 3 ถึง 5 ตัวที่ตกลงกันล่วงหน้าเพื่อตัดสินว่า SEO ช่วยธุรกิจหรือไม่ ส่วนตัวเลขอื่นเป็นข้อมูลประกอบ
  • KPI มี 3 ระดับ คือการมองเห็น การเข้าชม และผลทางธุรกิจ โดยระดับผลทางธุรกิจสำคัญที่สุด
  • ตำแหน่งเฉลี่ยใน Search Console เฉลี่ยจากตำแหน่งสูงสุดในแต่ละคำค้นหา จึงควรดูแยกตามกลุ่มคำหรือแยกตามหน้า
  • GA4 วัดผลทางธุรกิจได้ด้วยการทำเครื่องหมายการส่งฟอร์ม การโทร หรือการสั่งซื้อเป็นเหตุการณ์สำคัญ
  • รายงานรายเดือนที่ดีบอกผลเทียบเป้า สาเหตุ และแผนเดือนหน้า ไม่ใช่ภาพหน้าจอเรียงกัน
  • DA, จำนวนคีย์เวิร์ดรวม และอันดับในคำเดียวไม่ควรเป็น KPI หลัก และไม่มีใครรับประกันอันดับ 1 ได้
  • ตั้งเป้าจากตัวเลขฐานของเว็บ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และทบทวนทุกไตรมาส

อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ KPI SEO

KPI SEO ที่สำคัญที่สุดคืออะไร

KPI SEO ที่สำคัญที่สุดคือจำนวนลีดหรือยอดขายที่มาจากการค้นหาบน Google เพราะเป็นตัวเลขที่บอกตรง ๆ ว่า SEO สร้างรายได้หรือไม่ ส่วนคลิกและการแสดงผลเป็นตัวเลขนำที่บอกทิศทางระหว่างรอผลระดับนี้

ควรได้รับรายงาน SEO บ่อยแค่ไหน

รายงาน SEO ควรส่งเดือนละครั้งสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ เพราะตัวเลขรายสัปดาห์แกว่งมากจนอ่านทิศทางยาก และควรมีการทบทวนเป้าทุกไตรมาส ช่วงที่มีงานใหญ่ เช่น ย้ายเว็บหรือเปลี่ยนโครงสร้าง URL ควรตามตัวเลขถี่ขึ้นเป็นรายสัปดาห์จนกว่าจะนิ่ง

ทำไมคลิกเพิ่มแต่ลีดไม่เพิ่ม

คลิกเพิ่มแต่ลีดไม่เพิ่มมักเกิดจากคลิกที่เพิ่มขึ้นมาจากบทความที่คนอ่านเพื่อหาความรู้ ไม่ใช่คนที่พร้อมซื้อ หรือหน้าที่คนเข้ามาไม่มีปุ่มติดต่อที่ชัดเจน ให้ดูว่าคลิกเพิ่มที่หน้าไหน แล้วเพิ่มลิงก์จากหน้าเหล่านั้นไปยังหน้าบริการ หรือปรับปุ่มติดต่อให้เห็นง่ายขึ้น

ไม่มี GA4 วัดผล SEO ได้ไหม

ไม่มี GA4 ยังวัดการมองเห็นและคลิกได้จาก Search Console แต่จะวัดผลทางธุรกิจได้ไม่ครบ เพราะ Search Console ไม่รู้ว่าคนที่คลิกเข้ามากรอกฟอร์มหรือซื้อสินค้าหรือไม่ ธุรกิจที่ยังไม่มี GA4 ควรติดตั้งและตั้งเหตุการณ์สำคัญก่อนเริ่มงาน SEO เพื่อให้มีตัวเลขฐานไว้เทียบ

Related Link
คำถามก่อนจ้างบริษัท SEO คือชุดคำถามที่ใช้ตรวจประสบการณ์ วิธีทำงาน การวัดผล และเงื่อนไขสัญญาของผู้ให้บริการ บทความนี้รวม 10 คำถามพร้อมคำตอบที่ควรได้ สัญญาณอันตราย และวิธีให้คะแนนเพื่อเทียบหลายเจ้า
Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้กลับมายังเว็บของเรา บทความนี้อธิบายว่า Google ใช้ลิงก์อย่างไร ลิงก์แบบไหนดีหรือเสี่ยง และวิธีสร้างและตรวจ Backlink ให้ปลอดภัยตามแนวทางของ Google
Core Web Vitals คือตัวชี้วัด 3 ค่าที่ Google ใช้วัดประสบการณ์ของผู้ใช้จริงบนหน้าเว็บ ได้แก่ LCP, INP และ CLS บทความนี้อธิบายเกณฑ์ผ่านของแต่ละค่า ผลต่ออันดับ วิธีแก้ทีละค่า และวิธีตรวจด้วย PageSpeed Insights กับ Search Console

Contact us

สอบถาม / สั่งซื้อบริการ / จองคอร์สเรียน