Internal Link คืออะไร? วางลิงก์ภายในให้ส่งพลังถูกหน้า

Internal Link คือลิงก์ที่ชี้จากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าในเว็บเดียวกัน บทความนี้อธิบายว่าลิงก์ภายในช่วยให้ Google ค้นพบและเข้าใจหน้าอย่างไร วิธีเขียน Anchor Text และวิธีวางลิงก์ให้ส่งพลังไปยังหน้าที่ต้องการให้ติดอันดับ
ภาพปกบทความ Internal Link: การ์ดหน้าเว็บหลายใบเชื่อมกันด้วยเส้นสีเขียว ชี้เข้าหาการ์ดหน้าหลักที่เรืองแสงอยู่ตรงกลาง บนพื้นหลังสีเขียวเข้ม

Internal Link คือลิงก์ที่ชี้จากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งในเว็บไซต์เดียวกัน หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าลิงก์ภายใน ลิงก์ชนิดนี้พาทั้งผู้อ่านและ Googlebot ไปเจอหน้าอื่นของเว็บ บอกว่าหน้าปลายทางพูดเรื่องอะไร และช่วยบอกว่าหน้าไหนเป็นหน้าหลักของแต่ละหัวข้อ จุดที่ต่างจาก Backlink คือเจ้าของเว็บควบคุมลิงก์ภายในได้เองทั้งหมด บทความนี้อธิบายตามลำดับ ได้แก่ Internal Link คืออะไรและมีกี่แบบ, ทำไม Internal Link สำคัญกับ SEO, วิธีเขียน Anchor Text ของลิงก์ภายใน, วิธีวางลิงก์ภายในให้ส่งพลังถูกหน้า, ข้อผิดพลาดของ Internal Linking ที่พบบ่อย และวิธีตรวจ Internal Link ของเว็บตัวเอง

Internal Link คืออะไร และมีกี่แบบ

Internal Link แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือลิงก์นำทางที่อยู่ในโครงของเว็บทุกหน้า และลิงก์ในเนื้อหาที่ผู้เขียนใส่ไว้ในประโยค ทั้งสองกลุ่มเป็นลิงก์ภายในเหมือนกันแต่ทำหน้าที่ต่างกัน ลิงก์นำทางทำให้ทุกหมวดของเว็บเข้าถึงได้จากทุกหน้า ส่วนลิงก์ในเนื้อหาบอกความสัมพันธ์ของหัวข้อได้ชัดกว่า เพราะมีข้อความรอบลิงก์อธิบายว่าทำไมผู้อ่านควรไปต่อที่หน้านั้น ตารางนี้สรุปลิงก์ภายในที่พบบ่อยบนเว็บทั่วไป

ประเภทลิงก์ภายในอยู่ตรงไหนหน้าที่หลักข้อควรระวัง
เมนูหลัก (Navigation)ส่วนหัวของทุกหน้าพาไปหมวดหลักและหน้าบริการใส่เฉพาะหน้าสำคัญ ไม่ใส่ทุกหน้าของเว็บ
Breadcrumbเหนือหัวข้อหลักของหน้าบอกว่าหน้านี้อยู่ใต้หมวดไหนลำดับต้องตรงกับโครงสร้างหมวดจริง
ลิงก์ในเนื้อหา (Contextual Link)ในประโยคของบทความเชื่อมหัวข้อที่เกี่ยวข้องกันพร้อมบริบทAnchor Text ต้องบอกว่าปลายทางคือเรื่องอะไร
บทความที่เกี่ยวข้องและ Footerท้ายบทความหรือท้ายหน้าพาไปอ่านต่อในหัวข้อเดียวกันใช้เสริม ไม่ใช้แทนลิงก์ในเนื้อหา

หน้าที่ควรได้ลิงก์ภายในมากที่สุดคือหน้าที่รับคีย์เวิร์ดสำคัญของธุรกิจ และการรู้ว่าหน้าไหนรับคำค้นหาคำไหนมาจากการหาและจัดกลุ่มคีย์เวิร์ด จึงควรทำ keyword research ให้เสร็จก่อนวางลิงก์ภายใน ถ้ายังไม่ได้กำหนดคีย์เวิร์ดให้แต่ละหน้า ลิงก์ภายในจะชี้ไปแบบไม่มีทิศทาง และไม่ช่วยให้หน้าไหนเด่นขึ้นมาในหัวข้อนั้น

ทำไม Internal Link สำคัญกับ SEO

Internal Link สำคัญกับ SEO เพราะทำหน้าที่ 3 อย่างพร้อมกัน คือช่วยให้ Google ค้นพบหน้า ช่วยให้ Google เข้าใจว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับเรื่องอะไร และช่วยบอกว่าหน้าไหนในเว็บเป็นหน้าหลักของหัวข้อ

เรื่องการค้นพบ คู่มือ SEO สำหรับมือใหม่ของ Google ระบุว่า Google ค้นหาหน้าเว็บผ่านลิงก์จากหน้าอื่นที่ Crawl ไว้แล้วเป็นหลัก และหน้าเว็บใหม่ส่วนใหญ่ที่ Google พบในแต่ละวันมาจากลิงก์ หน้าแผนผังเว็บไซต์คืออะไรของ Google ก็อธิบายว่าถ้าหน้าในเว็บลิงก์กันอย่างถูกต้อง Google มักค้นพบเนื้อหาส่วนใหญ่ได้เอง และเว็บขนาดเล็กที่ลิงก์ภายในครอบคลุมจน Googlebot ไล่ตามลิงก์จากหน้าแรกไปถึงหน้าสำคัญได้ทั้งหมด อาจไม่จำเป็นต้องมี Sitemap เลย

เรื่องความเข้าใจ หน้าแนวทางปฏิบัติแนะนำเกี่ยวกับลิงก์สำหรับ Google ระบุว่าการใส่ใจ Anchor Text ของลิงก์ภายในช่วยให้ทั้งผู้ใช้และ Google เข้าใจเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และแนะนำว่าทุกหน้าที่เจ้าของเว็บให้ความสำคัญควรมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บอย่างน้อย 1 หน้า โดยให้คิดว่ามีหน้าไหนในเว็บที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องนั้นมากขึ้น แล้วลิงก์ไปในบริบทที่เกี่ยวข้อง

ภาพหน้าจอหน้าแนวทางปฏิบัติแนะนำเกี่ยวกับลิงก์ของ Google Search Central ภาษาไทย หัวข้อลิงก์ภายใน อ้างอิงเนื้อหาของคุณเอง กรอบสีเขียวที่ย่อหน้าเรื่องลิงก์ภายในและกล่องหมายเหตุเรื่องจำนวนลิงก์
Google แนะนำให้หน้าที่สำคัญทุกหน้ามีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บ และไม่ได้กำหนดจำนวนลิงก์ที่เหมาะสมไว้ตายตัว ที่มา: developers.google.com

เรื่องความสำคัญของหน้า คู่มือระบบการจัดอันดับของ Google Search ระบุว่า Google มีระบบที่เข้าใจว่าหน้าเว็บลิงก์ถึงกันอย่างไร และ PageRank ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดอันดับหลัก ลิงก์ภายในคือส่วนของโครงข่ายลิงก์ที่เจ้าของเว็บกำหนดได้เอง การให้หลายหน้าในหัวข้อเดียวกันลิงก์ไปหาหน้าหลักหน้าเดียว จึงเป็นวิธีบอกทั้งผู้อ่านและ Google ว่าหน้านั้นคือคำตอบหลักของหัวข้อ

อินโฟกราฟิก 3 หน้าที่ของ Internal Link: ช่วยให้ Google ค้นพบหน้า, บอกว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไรผ่าน Anchor Text และบอกว่าหน้าไหนเป็นหน้าหลักของหัวข้อ
ลิงก์ภายในหนึ่งลิงก์ทำงานสามอย่างพร้อมกัน ตั้งแต่พา Googlebot ไปเจอหน้า จนถึงบอกว่าหน้าไหนสำคัญ

วิธีเขียน Anchor Text ของลิงก์ภายใน

Anchor Text ของลิงก์ภายในที่ดีต้องบอกได้ทันทีว่าหน้าปลายทางคือเรื่องอะไร Google นิยาม Anchor Text ว่าเป็นข้อความที่มองเห็นได้ของลิงก์ และแนะนำให้เขียนแบบสื่อความหมาย กระชับ และเกี่ยวข้องกับทั้งหน้าที่ลิงก์อยู่และหน้าที่ลิงก์ไป วิธีทดสอบที่ Google แนะนำคือให้อ่านเฉพาะ Anchor Text โดยไม่ดูบริบท แล้วดูว่ายังเข้าใจได้ไหมว่าลิงก์จะพาไปที่ไหน

  • ใช้คำที่บอกหัวข้อของหน้าปลายทาง เช่น “วิธีวางโครง Topic Cluster” แทน “คลิกที่นี่” หรือ “อ่านเพิ่มเติม” ซึ่ง Google ยกเป็นตัวอย่างของ Anchor Text ที่กว้างเกินไป
  • ไม่ยัดคีย์เวิร์ด Google เตือนไม่ให้ใส่ทุกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับหน้าปลายทางลงใน Anchor Text เพราะการใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิดละเมิดนโยบายสแปม ให้ถามตัวเองว่าผู้อ่านต้องการคำเหล่านั้นเพื่อเข้าใจหน้าถัดไปจริงไหม
  • ไม่วางลิงก์ติดกันหลายลิงก์ ลิงก์ที่อยู่ชิดกันทำให้ผู้อ่านแยกไม่ออกว่าลิงก์ไหนไปไหน และเสียข้อความรอบลิงก์ที่ช่วยอธิบายปลายทาง
  • เปลี่ยนถ้อยคำได้ ลิงก์ไปหน้าเดิมจากหลายบทความไม่จำเป็นต้องใช้คำเดียวกันทุกครั้ง ขอให้ทุกแบบยังบอกหัวข้อเดียวกัน
  • ลิงก์ที่เป็นรูปภาพต้องมี alt Google ใช้ข้อความ alt ของรูปแทน Anchor Text เมื่อรูปนั้นถูกใส่ลิงก์ รูปที่ไม่มี alt จึงเป็นลิงก์ที่ไม่บอกอะไรเลย
อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบ Anchor Text ที่ดี 3 แบบ ได้แก่ บอกหัวข้อปลายทาง กระชับ และอยู่ในประโยคที่เกี่ยวข้อง กับแบบที่ควรเลี่ยง 3 แบบ ได้แก่ คลิกที่นี่ ยัดคีย์เวิร์ด และลิงก์ติดกัน
ข้อความลิงก์ที่ดีอ่านแยกจากประโยคแล้วยังรู้ว่าจะพาไปหน้าไหน

วิธีวางลิงก์ภายในให้ส่งพลังถูกหน้า

การวางลิงก์ภายในให้ส่งพลังถูกหน้าเริ่มจากกำหนดว่าหน้าไหนเป็นหน้าหลักของแต่ละหัวข้อ แล้วให้หน้าที่เกี่ยวข้องลิงก์ไปหาหน้านั้นด้วย Anchor Text ที่ตรงหัวข้อ ขั้นตอนที่ใช้ได้กับเว็บเกือบทุกขนาดมี 6 ขั้น

  1. ทำรายการหน้าสำคัญ เช่น หน้าบริการ หน้าสินค้าหลัก และบทความหลักของแต่ละหัวข้อ พร้อมกำหนดคีย์เวิร์ดหลักของแต่ละหน้าไม่ให้ซ้ำกัน
  2. จัดกลุ่มเป็นหน้าหลักกับบทความย่อย หน้าหลักลิงก์ไปหาบทความย่อยทุกเรื่องในกลุ่ม และบทความย่อยลิงก์กลับขึ้นไปหาหน้าหลักตั้งแต่ช่วงต้นบทความ
  3. ลิงก์จากหน้าที่แข็งแรงไปหน้าที่ต้องการดัน ดูว่าหน้าไหนมีคนเข้ามากหรือได้ Backlink มาก แล้วเพิ่มลิงก์จากหน้านั้นไปยังหน้าที่ต้องการให้ติดอันดับ
  4. วางลิงก์ในประโยคที่เกี่ยวข้อง อธิบายเรื่องนั้นก่อน แล้วค่อยใส่ลิงก์ในประโยคที่ยังอ่านรู้เรื่องแม้เอาลิงก์ออก
  5. หน้าหนึ่งลิงก์ไปปลายทางเดิมครั้งเดียว ลิงก์ซ้ำไปหน้าเดิมหลายจุดในบทความเดียวไม่ได้ช่วยผู้อ่าน และทำให้หน้าดูรก
  6. ทุกหน้าใหม่ต้องได้ลิงก์เข้า เมื่อเผยแพร่บทความใหม่ ให้กลับไปเพิ่มลิงก์จากบทความเก่าที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่มีแค่ลิงก์ออกจากบทความใหม่
อินโฟกราฟิก 6 ขั้นวางลิงก์ภายใน: ทำรายการหน้าสำคัญ, จัดกลุ่มหน้าหลักกับบทความย่อย, ลิงก์จากหน้าที่แข็งแรง, วางลิงก์ในประโยค, ลิงก์ปลายทางเดิมครั้งเดียว และให้ทุกหน้าใหม่ได้ลิงก์เข้า
เริ่มจากตัดสินใจว่าหน้าไหนเป็นหน้าหลัก แล้วให้หน้าอื่นในหัวข้อเดียวกันชี้ไปหาหน้านั้น

โครงแบบขั้นที่ 2 คือแนวคิด Topic Cluster ที่มีหน้าหลักหนึ่งหน้าครอบคลุมหัวข้อใหญ่ และมีบทความย่อยตอบคำถามเฉพาะเรื่องรอบ ๆ หน้านั้น วิธีเลือกหัวข้อและวางโครงของ pillar page อธิบายไว้ละเอียดในบทความแยก ซึ่งควรอ่านก่อนเริ่มจัดกลุ่มบทความของเว็บตัวเอง

เว็บ Rankfinder เองวางแผนลิงก์ภายในของทุกบทความไว้ก่อนเขียน โดยกำหนดว่าบทความย่อยต้องลิงก์ขึ้นหาหน้าหลักเป็นลิงก์แรกของเนื้อหา หน้าหนึ่งลิงก์ไปปลายทางเดิมได้ครั้งเดียว และ Anchor Text แต่ละคำใช้ซ้ำทั้งเว็บได้ไม่เกิน 3 ครั้ง เพื่อไม่ให้ข้อความลิงก์ซ้ำกันจนกลายเป็นการยัดคีย์เวิร์ด บทความที่ยังไม่เผยแพร่ก็ถูกวางลิงก์รอไว้ล่วงหน้า แล้วลิงก์จะเปิดใช้เองเมื่อหน้าปลายทางออนไลน์

ข้อผิดพลาดของ Internal Linking ที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดของ Internal Linking ที่พบบ่อยที่สุดคือมีลิงก์ที่คนเห็นแต่ Google ไล่ตามไม่ได้ และมีหน้าที่ไม่มีลิงก์ภายในชี้เข้าเลย ทั้งสองกรณีทำให้ Googlebot เดินไม่ถึงหน้าที่เจ้าของเว็บตั้งใจให้ติดอันดับ

  • ลิงก์ที่ไม่ใช่แท็ก a แบบมี href หน้าแนวทางเรื่องลิงก์ของ Google ระบุว่าโดยทั่วไป Google จะ Crawl ลิงก์ได้เมื่อเป็นเอลิเมนต์ <a> ที่มีแอตทริบิวต์ href ส่วนปุ่มที่ทำงานด้วย onclick อย่างเดียว หรือแท็ก span ที่ทำตัวเป็นลิงก์ ไม่ใช่รูปแบบที่แนะนำ
  • หน้ากำพร้า (Orphan Page) คือหน้าที่ไม่มีลิงก์ภายในชี้เข้าเลย Googlebot ไล่ตาม URL ที่พบในหน้าที่ Crawl ไว้แล้ว จึงอาจไม่เจอหน้านั้น และเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยเมื่อเจ้าของเว็บสงสัยว่าทำไมเว็บไม่ขึ้น google
  • ลิงก์มากเกินไปในหน้าเดียว Google ระบุว่าไม่มีตัวเลขจำนวนลิงก์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหน้าหนึ่ง แต่ถ้าเจ้าของเว็บเองยังรู้สึกว่ามากเกินไป ก็อาจมากเกินไปจริง
  • ลิงก์ไปหน้าที่ถูก Redirect หรือหน้า 404 หลังย้ายหรือลบ URL ควรแก้ลิงก์ภายในให้ชี้ไป URL ปลายทางโดยตรง ผู้อ่านจะได้ไม่เจอหน้าเสีย และ Googlebot ไม่ต้องผ่านการเปลี่ยนเส้นทางทุกครั้ง
  • พึ่งกล่องบทความที่เกี่ยวข้องแบบอัตโนมัติอย่างเดียว กล่องท้ายบทความช่วยให้อ่านต่อได้ แต่ไม่มีข้อความอธิบายว่าทำไมหน้านั้นเกี่ยวข้อง ลิงก์ในเนื้อหายังจำเป็นสำหรับหน้าสำคัญ

ตัวอย่างโค้ดด้านล่างเทียบลิงก์ที่ Google ไล่ตามได้กับรูปแบบที่ Google ไม่แนะนำ โดยใช้ URL ตัวอย่างแบบเดียวกับในเอกสารของ Google

แนะนำ (Google แยกวิเคราะห์ได้)
<a href="https://example.com/products/category/shoes">รองเท้าวิ่งผู้หญิง</a>
<a href="/products/category/shoes">รองเท้าวิ่งผู้หญิง</a>

ไม่แนะนำ
<span href="https://example.com/products/category/shoes">รองเท้าวิ่ง</span>
<a onclick="goto('https://example.com/products/category/shoes')">คลิกที่นี่</a>
<a href="javascript:goTo('products')">อ่านเพิ่มเติม</a>

วิธีตรวจ Internal Link ของเว็บตัวเอง

วิธีตรวจ Internal Link ที่ใช้ได้ฟรีคือรายงานลิงก์ใน Google Search Console ส่วนลิงก์ภายใน ซึ่งหน้าความช่วยเหลือเรื่องรายงานลิงก์ของ Googleอธิบายว่าแสดงหน้าที่ถูกลิงก์มากที่สุดจากภายในเว็บ และกรองดูได้ว่าหน้าไหนบ้างที่ลิงก์มายังหน้าหนึ่ง ๆ Google แนะนำให้ใช้รายงานนี้ยืนยันว่าหน้าหลักอย่างหน้าแรกและหน้าข้อมูลติดต่อได้รับลิงก์ภายในอย่างถูกต้อง

ภาพหน้าจอหน้าความช่วยเหลือรายงานลิงก์ของ Google Search Console ภาษาไทย หัวข้อลิงก์ภายใน กรอบสีเขียวที่คำอธิบายลิงก์ภายในและหัวข้อหน้าเว็บที่เชื่อมโยงสูงสุดจากภายในเว็บไซต์
รายงานลิงก์ใน Search Console แยกส่วนลิงก์ภายในไว้ให้ดูว่าหน้าไหนได้รับลิงก์จากในเว็บมากที่สุด ที่มา: support.google.com

รายงานนี้มีข้อจำกัดที่ควรรู้ ตารางแสดงได้ไม่เกิน 1,000 แถว ข้อมูลเป็นตัวอย่างลิงก์ ไม่ใช่รายการลิงก์ทั้งหมด หน้าถูกจัดกลุ่มตาม Canonical URL และรายงานไม่บอกว่าลิงก์ไหนติด nofollow เว็บที่มีหลายพันหน้าจึงควรใช้โปรแกรม Crawl เว็บเสริม ซึ่งไล่ตามลิงก์ทีละหน้าแบบเดียวกับ Googlebot แล้วรายงานจำนวนลิงก์ที่ชี้เข้าแต่ละหน้า และจำนวนคลิกที่ต้องใช้จากหน้าแรก

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ให้ตรวจ 3 เรื่องนี้ตามลำดับ

  • หน้าสำคัญอยู่ในกลุ่มที่ถูกลิงก์มากไหม ถ้าหน้าบริการหรือบทความหลักอยู่ท้ายตาราง แต่หน้าที่ไม่สำคัญอย่างหน้าแท็กอยู่ด้านบน แปลว่าโครงลิงก์กำลังส่งน้ำหนักผิดหน้า
  • หน้าใหม่ทุกหน้ามีลิงก์เข้าอย่างน้อย 1 ลิงก์ไหม ถ้าบทความที่เผยแพร่ไปแล้วไม่มีหน้าใดลิงก์เข้า ให้เพิ่มลิงก์จากบทความเก่าที่เกี่ยวข้องทันที
  • จากหน้าแรกไปหน้าสำคัญใช้กี่คลิก Google แนะนำให้ใช้รายงานลิงก์ดูว่าผู้ใช้ไปจากหน้าหนึ่งถึงอีกหน้าได้ด้วยจำนวนคลิกที่น้อยที่สุด หน้าที่ต้องคลิกหลายต่อกว่าจะถึงควรได้ลิงก์จากหน้าที่อยู่ใกล้หน้าแรกมากขึ้น

สำหรับคนที่อยากวางโครงสร้างลิงก์ภายในของเว็บตัวเองให้เป็นระบบ ตั้งแต่เลือกหน้าหลัก จัดกลุ่มหัวข้อ เขียน Anchor Text ไปจนถึงอ่านรายงานใน Search Console สามารถเรียน SEO กับผู้เชี่ยวชาญของ Rankfinder ซึ่งฝึกทำกับเว็บจริงทีละขั้น

ประเด็นสำคัญของ Internal Link

  • Internal Link คือลิงก์ที่ชี้ไปหน้าอื่นในเว็บเดียวกัน มีทั้งลิงก์นำทาง เช่น เมนูและ Breadcrumb และลิงก์ในเนื้อหาที่มีบริบทอธิบาย
  • ลิงก์ภายในช่วยให้ Google ค้นพบหน้า เข้าใจหัวข้อของหน้าปลายทาง และรู้ว่าหน้าไหนเป็นหน้าหลักของหัวข้อ โดยทุกหน้าที่สำคัญควรมีลิงก์เข้าอย่างน้อย 1 หน้า
  • Anchor Text ที่ดีสื่อความหมาย กระชับ และอ่านแยกจากบริบทแล้วยังรู้ว่าปลายทางคืออะไร ไม่ยัดคีย์เวิร์ดและไม่วางลิงก์ติดกัน
  • วางลิงก์ให้ส่งพลังถูกหน้าด้วยการกำหนดหน้าหลัก จัดกลุ่มบทความย่อยให้ลิงก์กลับหาหน้าหลัก และเพิ่มลิงก์เข้าให้ทุกหน้าใหม่
  • ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือลิงก์ที่ไม่ใช่ <a href> หน้ากำพร้า ลิงก์มากเกินไป และลิงก์ไปหน้าที่ถูก Redirect หรือหน้า 404
  • ตรวจลิงก์ภายในได้ฟรีในรายงานลิงก์ของ Search Console และใช้โปรแกรม Crawl เว็บเสริมเมื่อเว็บมีขนาดใหญ่

อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Internal Link

บทความหนึ่งควรมี Internal Link กี่ลิงก์

บทความหนึ่งไม่มีจำนวน Internal Link ที่ถูกต้องตายตัว เพราะ Google ระบุว่าไม่มีตัวเลขจำนวนลิงก์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหน้าหนึ่ง เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือใส่ลิงก์เมื่อหน้าปลายทางช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องในย่อหน้านั้นมากขึ้น และไม่ลิงก์ไปปลายทางเดิมซ้ำในบทความเดียว

Internal Link ต่างจาก Backlink อย่างไร

Internal Link ต่างจาก Backlink ตรงที่ลิงก์ภายในชี้ระหว่างหน้าในเว็บเดียวกันและเจ้าของเว็บควบคุมได้เอง ส่วน Backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาหาเรา ซึ่งต้องได้มาจากการที่เว็บอื่นเลือกอ้างอิง งานลิงก์ภายในจึงเป็นงานกลุ่ม On-Page ที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งใคร

ใช้ Anchor Text คำเดียวกันทุกครั้งที่ลิงก์ไปหน้าเดิมได้ไหม

ใช้คำเดียวกันได้ถ้าคำนั้นบอกหัวข้อของหน้าปลายทางชัด แต่การสลับถ้อยคำตามบริบทของแต่ละบทความอ่านเป็นธรรมชาติกว่า และลดความเสี่ยงที่ข้อความลิงก์จะซ้ำกันจนดูเป็นการยัดคีย์เวิร์ด สิ่งที่ต้องคงไว้คือทุกแบบต้องสื่อถึงหัวข้อเดียวกัน

ลิงก์ในเมนูกับลิงก์ในเนื้อหา แบบไหนสำคัญกว่า

ลิงก์ทั้งสองแบบสำคัญคนละด้าน ลิงก์ในเมนูทำให้หมวดหลักเข้าถึงได้จากทุกหน้า ส่วนลิงก์ในเนื้อหามีข้อความรอบลิงก์ที่อธิบายว่าหน้าปลายทางเกี่ยวข้องอย่างไร หน้าบทความหรือหน้าบริการที่ไม่ได้อยู่ในเมนูจึงต้องพึ่งลิงก์ในเนื้อหาจากหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก

Related Link
คำถามก่อนจ้างบริษัท SEO คือชุดคำถามที่ใช้ตรวจประสบการณ์ วิธีทำงาน การวัดผล และเงื่อนไขสัญญาของผู้ให้บริการ บทความนี้รวม 10 คำถามพร้อมคำตอบที่ควรได้ สัญญาณอันตราย และวิธีให้คะแนนเพื่อเทียบหลายเจ้า
Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้กลับมายังเว็บของเรา บทความนี้อธิบายว่า Google ใช้ลิงก์อย่างไร ลิงก์แบบไหนดีหรือเสี่ยง และวิธีสร้างและตรวจ Backlink ให้ปลอดภัยตามแนวทางของ Google
E-E-A-T คือกรอบแนวคิดที่ Google ใช้อธิบายว่าเนื้อหาแบบไหนน่าเชื่อถือ บทความนี้อธิบาย 4 องค์ประกอบ ความสำคัญของ Trust และวิธีทำให้เว็บแสดงความน่าเชื่อถือด้วยคำถาม ใคร อย่างไร และทำไม

Contact us

สอบถาม / สั่งซื้อบริการ / จองคอร์สเรียน