เครื่องมือหา keyword คือ โปรแกรมหรือเว็บไซต์ที่ช่วยค้นหาคำที่คนพิมพ์บน Google พร้อมข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เช่น ปริมาณการค้นหา ความยากในการติดอันดับ และหน้าเว็บของคู่แข่งที่ติดอันดับอยู่ เครื่องมือที่ใช้กันมากมีทั้งแบบฟรีจาก Google อย่าง Keyword Planner และ Search Console และแบบเสียเงินอย่าง Ahrefs และ Semrush บทความนี้อธิบายตามลำดับ ได้แก่ เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดแบ่งได้กี่แบบ, เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดฟรีจาก Google, เครื่องมือแบบเสียเงินอย่าง Ahrefs และ Semrush, ข้อควรระวังเมื่อใช้กับคีย์เวิร์ดภาษาไทย และวิธีเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงาน
เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดแบ่งได้กี่แบบ
เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดแบ่งได้ 3 แบบตามแหล่งข้อมูล คือ เครื่องมือที่ใช้ข้อมูลจาก Google โดยตรง เครื่องมือที่ใช้ฐานข้อมูลของบริษัทผู้พัฒนาเอง และเครื่องมือที่ช่วยหาไอเดียคำถาม การรู้ว่าตัวเลขมาจากไหนช่วยให้อ่านข้อมูลได้ถูก เพราะทุกเครื่องมือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำ Keyword Research ซึ่งเริ่มจากความเข้าใจลูกค้า ไม่ใช่จากตัวเลขในโปรแกรม ถ้ายังไม่แน่ใจว่าขั้นตอนทั้งหมดมีอะไรบ้าง อ่าน Keyword Research คืออะไร ก่อนเริ่มใช้เครื่องมือ
| แบบ | ตัวอย่างเครื่องมือ | จุดเด่น | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| ข้อมูลจาก Google โดยตรง | Keyword Planner, Search Console, Google Trends | ฟรี และเป็นข้อมูลจาก Google เอง | บางเครื่องมือแสดงยอดค้นหาเป็นช่วง และไม่มีข้อมูลคู่แข่ง |
| ฐานข้อมูลของผู้พัฒนา | Ahrefs, Semrush | ดูคีย์เวิร์ดและหน้าที่ติดอันดับของคู่แข่งได้ มีคะแนนความยาก | เสียค่าใช้จ่ายรายเดือน และยอดค้นหาเป็นค่าประมาณ |
| ไอเดียคำถาม | Google Autocomplete, People also ask, คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง | เห็นคำและคำถามที่คนพิมพ์จริง ใช้ฟรี | ไม่มีตัวเลขยอดค้นหา |
เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดฟรีจาก Google
เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดฟรีจาก Google ที่ควรใช้มี 3 ตัว คือ Google Keyword Planner สำหรับหาคำใหม่และยอดค้นหา Google Search Console สำหรับดูคำที่เว็บของคุณปรากฏอยู่แล้ว และ Google Trends สำหรับดูแนวโน้มความสนใจตามช่วงเวลา

Google Keyword Planner
Google Keyword Planner คือเครื่องมือในบัญชี Google Ads ที่ใช้หาคีย์เวิร์ดใหม่จากคำตั้งต้นหรือจาก URL พร้อมยอดค้นหาต่อเดือน ระดับการแข่งขันในโฆษณา และช่วงราคาประมูล หน้า About Keyword Planner ของ Google Ads Help ระบุว่าใช้งานได้ฟรี แต่ต้องตั้งค่าบัญชี Google Ads ให้เสร็จ รวมถึงกรอกข้อมูลการเรียกเก็บเงิน จึงจะใช้ฟีเจอร์พื้นฐานอย่าง Get ideas for new keywords ได้
ข้อจำกัดที่ควรรู้คือบัญชีที่ใช้จ่ายค่าโฆษณาน้อยอาจเห็นยอดค้นหาเป็นช่วงกว้าง เช่น 100-1K หรือ 1K-10K แทนตัวเลขเจาะจง ซึ่ง Google ยืนยันพฤติกรรมนี้ตั้งแต่ปี 2016 (รายงานโดย Search Engine Roundtable) ตัวเลขจาก Keyword Planner จึงเหมาะกับการเทียบว่าคำไหนมีคนค้นมากกว่ากัน มากกว่าใช้เป็นตัวเลขแน่นอน
Google Search Console
Google Search Console คือเครื่องมือฟรีที่แสดงคำค้นหาจริงซึ่งทำให้เว็บของคุณปรากฏบน Google พร้อมจำนวนคลิก Impressions อัตราการคลิก (CTR) และอันดับเฉลี่ย ตาม คำอธิบายรายงาน Performance ของ Google จุดแข็งคือเป็นข้อมูลจริงของเว็บคุณ ไม่ใช่ค่าประมาณ ใช้หาคำที่มี Impressions สูงแต่ยังอยู่หน้า 2 ซึ่งมักเป็นโอกาสที่ขยับขึ้นหน้าแรกได้เร็วที่สุด
Google Trends และคำแนะนำบนหน้าค้นหา
Google Trends คือเครื่องมือดูความสนใจในคำค้นหาตามช่วงเวลาและพื้นที่ Google Trends Help อธิบายว่าข้อมูลถูกปรับเป็นสเกล 0 ถึง 100 ตามสัดส่วนเทียบกับการค้นหาทั้งหมด จึงเป็นความนิยมเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่จำนวนการค้นหาจริง เหมาะใช้ดูฤดูกาลและเทียบคำสองคำ นอกจากนี้ คำแนะนำในช่องค้นหา (Autocomplete) กล่อง People also ask และคำค้นหาที่เกี่ยวข้องท้ายหน้า ก็เป็นแหล่งไอเดียฟรีที่สะท้อนคำที่คนพิมพ์จริง
เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดแบบเสียเงิน: Ahrefs และ Semrush
เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดแบบเสียเงินที่นิยมที่สุดคือ Ahrefs และ Semrush เพราะดูได้ทั้งคีย์เวิร์ดใหม่ ความยากในการติดอันดับ และคำที่เว็บคู่แข่งติดอันดับอยู่ ซึ่งเครื่องมือฟรีของ Google ไม่มี ราคาด้านล่างอ้างอิงจากหน้าราคาของแต่ละเจ้า ณ เดือนตุลาคม 2026 และอาจเปลี่ยนได้
| เครื่องมือ | แพ็กเกจเริ่มต้น | แบบฟรี | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| Ahrefs | Starter 29 ดอลลาร์/เดือน, Lite 129 ดอลลาร์/เดือน | Ahrefs Webmaster Tools สำหรับเว็บที่ยืนยันความเป็นเจ้าของ | วิเคราะห์คู่แข่งและ Backlink ควบคู่กับคีย์เวิร์ด |
| Semrush | แพ็กเกจ SEO ราว 117 ดอลลาร์/เดือน เมื่อจ่ายรายปี | บัญชีฟรี 10 รายงานต่อวัน | ทีมที่ทำทั้ง SEO และโฆษณา ต้องการติดตามหลายเว็บ |

สำหรับเว็บที่ยังไม่พร้อมจ่ายรายเดือน Ahrefs Webmaster Tools ให้ใช้ Site Explorer ดูคีย์เวิร์ดที่เว็บของคุณติดอันดับ และ Site Audit ตรวจปัญหาทางเทคนิคได้ฟรี โดยต้องยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บก่อน ข้อจำกัดคือดูข้อมูลได้เฉพาะเว็บของตัวเอง ไม่ใช่เว็บคู่แข่ง
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือยอดค้นหาในเครื่องมือเสียเงินเป็นค่าประมาณจากฐานข้อมูลของผู้พัฒนา ไม่ใช่ตัวเลขจาก Google โดยตรง ตัวเลขของ Ahrefs และ Semrush สำหรับคำเดียวกันจึงมักไม่ตรงกัน ให้ใช้เพื่อเทียบขนาดระหว่างคำ และใช้ Search Console ยืนยันหลังหน้าเว็บเริ่มติดอันดับ
ใช้ Ahrefs กับคีย์เวิร์ดภาษาไทยต้องระวังอะไร
การใช้ Ahrefs หรือเครื่องมืออื่นกับคีย์เวิร์ดภาษาไทยต้องระวังเรื่องการสะกดหลายแบบและยอดค้นหาของคำเฉพาะกลุ่ม เพราะภาษาไทยเขียนติดกันโดยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ และคนไทยมักพิมพ์ปนภาษาอังกฤษ Ahrefs ระบุว่า Keywords Explorer ครอบคลุม 217 พื้นที่ ซึ่งรวมประเทศไทย แต่การอ่านข้อมูลภาษาไทยให้ถูกต้องมีข้อควรระวัง 4 ข้อ
- เลือกประเทศไทยทุกครั้ง: ยอดค้นหาของคำภาษาอังกฤษ เช่น seo tools ในไทยต่างจากทั่วโลกมาก
- รวมคำที่สะกดต่างกัน: คำอย่าง “ราคาทำseo” กับ “ราคา ทำ seo” หรือ “คีย์เวิร์ด” กับ “keyword” อาจถูกแยกเป็นคนละคำ ให้ดูทุกรูปแบบแล้วรวมกันก่อนตัดสินใจ
- อย่าตัดคำที่ยอดค้นหาเป็น 0: คำภาษาไทยเฉพาะกลุ่มจำนวนมากมีคนค้นจริง แต่น้อยเกินกว่าฐานข้อมูลจะประมาณได้ ให้ตรวจซ้ำด้วย Impressions ใน Search Console
- ดูหน้าผลการค้นหาจริงเสมอ: ตัวเลขไม่ได้บอกว่าผู้ค้นหาต้องการบทความ สินค้า หรือบริการ ต้องเปิดดูว่า Google แสดงหน้าแบบไหน
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด เพราะคำเดียวกันอาจมีผลการค้นหาเป็นบทความทั้งหน้า หรือเป็นหน้าร้านค้าทั้งหน้า การเลือกประเภทหน้าให้ตรงกับเจตนาการค้นหา (Search Intent) ช่วยได้มากกว่าการเลือกคำที่ยอดค้นหาสูงสุด
ควรเลือกเครื่องมือหาคีย์เวิร์ดแบบไหน
ควรเลือกเครื่องมือหาคีย์เวิร์ดตามขนาดเว็บและงบ ถ้าเพิ่งเริ่มให้ใช้ชุดเครื่องมือฟรีของ Google ถ้าเว็บมีผู้เข้าชมแล้วให้เพิ่ม Ahrefs Webmaster Tools และถ้าต้องวิเคราะห์คู่แข่งเป็นประจำจึงค่อยจ่ายรายเดือนสำหรับ Ahrefs หรือ Semrush

- เว็บใหม่หรือธุรกิจขนาดเล็ก: Keyword Planner หาคำและยอดค้นหา Google Trends ดูฤดูกาล และ Autocomplete หาคำถามของลูกค้า
- เว็บที่มีผู้เข้าชมแล้ว: Search Console หาคำที่ใกล้หน้าแรก และ Ahrefs Webmaster Tools ดูคีย์เวิร์ดกับปัญหาเทคนิคของเว็บตัวเอง
- ตลาดแข่งขันสูงหรือทีมเอเจนซี่: Ahrefs หรือ Semrush เพื่อดูคำที่คู่แข่งติดอันดับและวางแผนเนื้อหาให้ครบกว่า
เมื่อได้รายการคีย์เวิร์ดแล้ว งานถัดไปคือเรียงว่าจะทำคำไหนก่อน โดยดูทั้งยอดค้นหา ความยาก และความใกล้การซื้อ อ่านวิธีคิดได้ที่ การจัดลำดับความสำคัญของคีย์เวิร์ด
ถ้าต้องการฝึกใช้เครื่องมือเหล่านี้กับเว็บจริงทีละขั้น ตั้งแต่หาคำ จัดกลุ่ม จนวางแผนเนื้อหา ดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส SEO ของ Rankfinder
ประเด็นสำคัญของเครื่องมือหาคีย์เวิร์ด
- 3 แบบ: ข้อมูลจาก Google โดยตรง ฐานข้อมูลของผู้พัฒนา และเครื่องมือหาไอเดียคำถาม
- ฟรีจาก Google: Keyword Planner หาคำใหม่ Search Console ดูคำจริงของเว็บ Google Trends ดูแนวโน้มเชิงเปรียบเทียบ
- เสียเงิน: Ahrefs และ Semrush เด่นเรื่องข้อมูลคู่แข่ง แต่ยอดค้นหาเป็นค่าประมาณ
- คีย์เวิร์ดภาษาไทย: เลือกประเทศไทย รวมคำที่สะกดต่างกัน ตรวจคำยอด 0 ด้วย Search Console และดูหน้าผลการค้นหาจริง
- การเลือก: เริ่มจากชุดฟรีของ Google แล้วค่อยเพิ่มเครื่องมือเสียเงินเมื่อต้องวิเคราะห์คู่แข่งเป็นประจำ
อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน
- Topic Cluster คืออะไร? วิธีวาง Pillar Page และ Cluster ให้ SEO โต (ตัวอย่างจริง)
- วิธีเขียนบทความ SEO ให้ติดอันดับ ตั้งแต่ Content Brief ถึงกดเผยแพร่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องมือหาคีย์เวิร์ด
เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดฟรีตัวไหนดีที่สุด
เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดฟรีที่ควรเริ่มคือ Google Keyword Planner คู่กับ Google Search Console เพราะตัวแรกใช้หาคำใหม่ ส่วนตัวที่สองแสดงคำจริงที่เว็บของคุณปรากฏอยู่แล้ว ทั้งสองเป็นข้อมูลจาก Google เอง
Keyword Planner ต้องเสียเงินลงโฆษณาไหม
Keyword Planner ใช้ได้โดยไม่ต้องเปิดแคมเปญโฆษณา แต่ต้องมีบัญชี Google Ads และกรอกข้อมูลการเรียกเก็บเงินให้ครบ ส่วนบัญชีที่ใช้จ่ายน้อยอาจเห็นยอดค้นหาเป็นช่วงกว้างแทนตัวเลขเจาะจง
ทำไมยอดค้นหาของแต่ละเครื่องมือไม่ตรงกัน
ยอดค้นหาไม่ตรงกันเพราะแต่ละเครื่องมือใช้แหล่งข้อมูลและวิธีประมาณต่างกัน Keyword Planner ใช้ข้อมูลของ Google แต่บางบัญชีเห็นเป็นช่วง ส่วน Ahrefs และ Semrush ประมาณจากฐานข้อมูลของตัวเอง จึงควรใช้ตัวเลขเพื่อเทียบระหว่างคำมากกว่ายึดเป็นค่าจริง
Ahrefs ใช้กับคีย์เวิร์ดภาษาไทยได้ไหม
Ahrefs ใช้กับคีย์เวิร์ดภาษาไทยได้ โดยเลือกประเทศไทยในการค้นหา แต่ควรรวมคำที่สะกดหรือเว้นวรรคต่างกัน และตรวจคำที่ยอดค้นหาเป็น 0 ซ้ำด้วย Search Console เพราะคำเฉพาะกลุ่มจำนวนมากมีคนค้นจริง
