Google Core Update คือการปรับระบบจัดอันดับครั้งใหญ่ที่ Google ทำปีละหลายครั้ง เพื่อประเมินใหม่ว่าหน้าเว็บใดตอบคำถามของผู้ค้นหาได้ดีที่สุด การอัปเดตนี้ไม่ได้เล็งไปที่เว็บใดเว็บหนึ่ง และอันดับที่ตกหลังอัปเดตไม่ใช่บทลงโทษ แต่เป็นสัญญาณว่ามีหน้าอื่นที่ Google มองว่าตอบได้ดีกว่า บทความนี้อธิบายตามลำดับ ได้แก่ Google Core Update คืออะไรและทำงานอย่างไร, Core Update ต่างจากอัปเดตแบบอื่นอย่างไร, Core Update ในปี 2025 ถึง 2026 มีครั้งไหนบ้าง, อันดับตกหลัง Core Update ต้องทำอย่างไร, วิธีแยกอันดับตกเล็กน้อยกับตกหนัก, การประเมินเนื้อหาด้วยคำถามของ Google, สิ่งที่ไม่ควรทำหลังอันดับตก และอันดับจะกลับมาเมื่อไร
Google Core Update คืออะไร และทำงานอย่างไร
Google Core Update คือการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมและระบบค้นหาในวงกว้าง ซึ่งคู่มืออัปเดตหลักของ Google Search และเว็บไซต์ของคุณ ระบุว่าเกิดขึ้นปีละหลายครั้ง และไม่ได้กำหนดเป้าหมายเป็นเว็บไซต์หรือหน้าเว็บใดโดยเฉพาะ เป้าหมายคือทำให้ผลการค้นหาโดยรวมเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับผู้ใช้มากขึ้น ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นควรเข้าใจการทำ SEO ให้ Google เข้าใจเว็บก่อน เพราะ Core Update คือการที่ Google เปลี่ยนวิธีชั่งน้ำหนักสัญญาณที่งาน SEO ทั้งหมดสร้างขึ้น
Google อธิบายด้วยตัวอย่างรายการร้านอาหารที่ดีที่สุด 20 อันดับ เมื่อมีการจัดรายการใหม่ ร้านที่ตกอันดับไม่ได้หมายความว่าแย่ลง เพียงแต่มีร้านอื่นที่เหมาะสมกว่าเข้ามาอยู่ในรายการ หลักเดียวกันใช้กับหน้าเว็บ หน้าที่อันดับลดลงหลัง Core Update จึงไม่ได้มีความผิดเสมอไป Google ยังระบุด้วยว่าเว็บส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องกังวลกับ Core Update และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการอัปเดตเกิดขึ้น นอกจากรอบใหญ่ที่ประกาศแล้ว Google ยังปรับระบบหลักรอบเล็กอยู่ตลอดโดยไม่ประกาศ
Core Update ต่างจากอัปเดตแบบอื่นของ Google อย่างไร
Core Update ต่างจากอัปเดตแบบอื่นตรงที่ประเมินคุณภาพของทั้งเว็บใหม่ ไม่ได้จับการละเมิดนโยบายใดนโยบายหนึ่ง การแยกให้ออกว่าอันดับตกเพราะสาเหตุไหนจึงเป็นงานแรกที่ต้องทำ เพราะวิธีแก้ของแต่ละสาเหตุต่างกันโดยสิ้นเชิง
| สาเหตุที่อันดับตก | ลักษณะ | ดูได้ที่ไหน | วิธีรับมือ |
|---|---|---|---|
| Core Update | Google ประเมินคุณภาพและความเกี่ยวข้องของหน้าใหม่ในวงกว้าง | Search Status Dashboard | ประเมินเนื้อหาทั้งเว็บ แล้วปรับให้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านจริง |
| Spam Update | ระบบตรวจสแปมอัปเดต เว็บที่ใช้วิธีผิดนโยบายจะถูกลดอันดับ | Search Status Dashboard | เลิกวิธีที่ผิดนโยบายสแปมของ Google |
| Manual Action | เจ้าหน้าที่ของ Google ตรวจพบการละเมิดและลงโทษเว็บหรือบางหน้า | Search Console รายงานการดำเนินการด้วยตนเอง | แก้ตามที่แจ้ง แล้วยื่นขอให้ตรวจสอบอีกครั้ง |
| ปัญหาทางเทคนิค | หน้าเว็บถูกบล็อก ติด noindex เว็บล่ม หรือ URL เปลี่ยน | Search Console รายงานการจัดทำดัชนี | แก้ต้นเหตุทางเทคนิค แล้วขอให้ Google จัดทำดัชนีใหม่ |
| ย้ายเว็บหรือเปลี่ยน URL | Redirect ไม่ครบ หน้าเดิมตอบ 404 หรือส่งไปหน้าที่ไม่ตรงกัน | Search Console รายงานการจัดทำดัชนี | ทำ Redirect 301 หน้าต่อหน้าให้ครบ |
| หน้าผลการค้นหาเปลี่ยนรูปแบบ | อันดับใกล้เดิม แต่มีผลลัพธ์แบบอื่นขึ้นมาแย่งคลิก | Search Console เทียบการแสดงผลกับคลิก | ปรับชื่อเรื่องและคำอธิบายให้น่าคลิก หรือทำเนื้อหาให้ปรากฏในรูปแบบนั้น |
วิธีแยกที่ง่ายที่สุดคือดูวันที่ ถ้าคลิกเริ่มลดลงในช่วงที่ Core Update กำลังเปิดตัว และไม่มีข้อความในรายงานการดำเนินการด้วยตนเองของ Search Console สาเหตุมักมาจาก Core Update แต่ถ้าคลิกหายฉับพลันในวันเดียวหลังแก้ไขเว็บหรือย้ายเซิร์ฟเวอร์ ให้ตรวจปัญหาทางเทคนิคก่อนเสมอ

Core Update ในปี 2025 ถึง 2026 มีครั้งไหนบ้าง
Core Update ช่วงปี 2025 ถึงพฤศจิกายน 2026 มีทั้งหมด 5 ครั้ง ตามบันทึกในประวัติการอัปเดตการจัดอันดับของ Google Search Status Dashboard แต่ละครั้งใช้เวลาเปิดตัวประมาณ 12 ถึง 18 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่อันดับแกว่งมากที่สุด ตารางนี้ใช้วันที่ตามเวลาแปซิฟิกของสหรัฐฯ ตามที่ Dashboard แสดง
| ชื่ออัปเดต | วันที่เริ่ม | ระยะเวลาเปิดตัว |
|---|---|---|
| March 2025 core update | 13 มี.ค. 2025 | 13 วัน 21 ชั่วโมง |
| June 2025 core update | 30 มิ.ย. 2025 | 16 วัน 18 ชั่วโมง |
| December 2025 core update | 11 ธ.ค. 2025 | 18 วัน 2 ชั่วโมง |
| March 2026 core update | 27 มี.ค. 2026 | 12 วัน 4 ชั่วโมง |
| May 2026 core update | 21 พ.ค. 2026 | 11 วัน 21 ชั่วโมง |
ในช่วงเดียวกัน Google ยังปล่อย Spam Update อีกหลายครั้ง เช่น August 2025 spam update และ September 2026 spam update ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ Core Update เวลาตรวจว่าอันดับตกเพราะอะไร จึงต้องดูชื่ออัปเดตใน Dashboard ให้ตรงกับช่วงที่คลิกเปลี่ยน ไม่ใช่สรุปว่าทุกการแกว่งคือ Core Update

อันดับตกหลัง Core Update ต้องทำอย่างไร
อันดับตกหลัง Core Update ต้องเริ่มจากการรอให้อัปเดตจบ แล้ววิเคราะห์ด้วยข้อมูลจริงก่อนแก้ไขเว็บ การรีบแก้ระหว่างที่อัปเดตยังเปิดตัวอยู่ทำให้แยกไม่ออกว่าตัวเลขเปลี่ยนเพราะอัปเดตหรือเพราะสิ่งที่เพิ่งแก้ ลำดับที่แนะนำมี 6 ขั้น ดังนี้
- ยืนยันว่าอัปเดตเปิดตัวเสร็จแล้ว ดูวันเริ่มและวันจบใน Search Status Dashboard
- รออย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังอัปเดตจบ Google แนะนำให้รอก่อนวิเคราะห์ใน Search Console
- เทียบช่วงเวลาให้ถูก เทียบสัปดาห์หลังอัปเดตจบกับ 1 สัปดาห์ก่อนอัปเดตเริ่ม
- หาหน้าและคำค้นหาที่ลดลงมากที่สุด ใช้แท็บหน้าและคำค้นหาในรายงานประสิทธิภาพ
- แยกประเภทการค้นหา ดูว่าลดลงใน Web Search, Google Images, วิดีโอ หรือแท็บข่าว
- ประเมินและปรับเนื้อหา เริ่มจากหน้าที่ตกหนักที่สุด แล้วติดตามผลต่อเนื่อง

ขั้นที่ 5 สำคัญกับเว็บที่มีหลายประเภทเนื้อหา เพราะ Google แนะนำให้วิเคราะห์ประเภทการค้นหาแยกกัน เว็บข่าวที่คลิกหายส่วนใหญ่มาจากแท็บข่าวหรือ Discover ต้องใช้แนวทางต่างจากเว็บธุรกิจที่พึ่ง Web Search
วิธีแยกอันดับตกเล็กน้อยกับตกหนักใน Search Console
อันดับตกเล็กน้อยกับตกหนักแยกได้จากอันดับเฉลี่ยของหน้าเดียวกันก่อนและหลังอัปเดต ซึ่งดูได้ในรายงานประสิทธิภาพของ Search Console โดยกด “+ เพิ่มตัวกรอง” เลือกหน้า แล้วเปิดโหมดเปรียบเทียบช่วงเวลา คู่มือ Core Update ของ Google ยกตัวอย่างไว้ชัดเจน ดังนี้
- ตกเล็กน้อย เช่น จากอันดับ 2 เป็นอันดับ 4 ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเป็นพิเศษ และ Google แนะนำให้หลีกเลี่ยงการแก้เนื้อหาที่ทำผลงานได้ดีอยู่แล้ว
- ตกหนัก เช่น จากอันดับ 4 ไปอันดับ 29 ต้องประเมินอย่างละเอียด โดยดูทั้งเว็บอย่างเป็นกลาง และดูหน้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ตัวเลขที่ควรดูคู่กันคือคลิกและการแสดงผล ถ้าการแสดงผลยังใกล้เดิมแต่คลิกลดลง ปัญหาอาจอยู่ที่ผลการค้นหาเปลี่ยนรูปแบบ เช่น มีภาพรวมจาก AI หรือมีผลลัพธ์แบบอื่นขึ้นมาแทนที่ ไม่ใช่อันดับของหน้าเว็บ ส่วนถ้าการแสดงผลหายไปพร้อมอันดับ แปลว่า Google ลดความสำคัญของหน้านั้นสำหรับคำค้นหานั้นจริง
ประเมินเนื้อหาด้วยคำถามที่ Google แนะนำ
การประเมินเนื้อหาหลัง Core Update ทำได้ด้วยชุดคำถามในคู่มือการสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ น่าเชื่อถือ และคนคือศูนย์กลาง ซึ่ง Google ชี้ไปถึงโดยตรงสำหรับเว็บที่อันดับตกหนักต่อเนื่อง คำถามเหล่านี้ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับรายข้อ แต่ช่วยให้มองเว็บแบบที่ผู้อ่านมอง กลุ่มคำถามหลักมีดังนี้
- เนื้อหาและคุณภาพ หน้านั้นให้ข้อมูล รายงาน หรือการวิเคราะห์ที่เป็นของตัวเอง และให้มากกว่าหน้าอื่นในผลการค้นหาหรือไม่
- ความเชี่ยวชาญ ผู้อ่านเชื่อถือข้อมูลได้ไหม มีแหล่งอ้างอิงและผู้เขียนที่รู้เรื่องนั้นจริงหรือไม่
- ประสบการณ์การใช้หน้าเว็บ หน้าเว็บอ่านง่าย โหลดเร็ว และไม่มีสิ่งรบกวนจนเนื้อหาหลักหายไปหรือไม่
- เขียนเพื่อคนอ่านก่อน ผู้อ่านอ่านจบแล้วได้คำตอบครบ ไม่ต้องกลับไปค้นหาใหม่หรือไม่
- ใคร อย่างไร และทำไม ผู้อ่านรู้ไหมว่าใครเขียน สร้างเนื้อหาอย่างไร และเขียนขึ้นเพื่ออะไร
คำถามกลุ่มความเชี่ยวชาญและ “ใคร อย่างไร ทำไม” เชื่อมกับแนวคิดE-E-A-T ที่ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของเนื้อหา โดยตรง จุดที่เว็บธุรกิจมักพลาด เช่น บทความไม่มีชื่อผู้เขียน ไม่มีหน้าเกี่ยวกับเรา หรือเขียนเรื่องที่ธุรกิจไม่มีประสบการณ์จริง เมื่อ Core Update ให้น้ำหนักกับสัญญาณเหล่านี้มากขึ้น หน้าที่ขาดสัญญาณจึงถูกหน้าอื่นแซง
สิ่งที่ไม่ควรทำหลังอันดับตกจาก Core Update
สิ่งที่ไม่ควรทำหลังอันดับตกคือการแก้แบบเร่งด่วนที่ไม่ได้ทำให้เนื้อหาดีขึ้นจริง Google ระบุในหัวข้อสิ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่อทำการเปลี่ยนแปลงว่า ควรหลีกเลี่ยงการแก้เร็ว เช่น ลบองค์ประกอบบางอย่างของหน้าเพียงเพราะได้ยินมาว่าไม่ดีต่อ SEO และการลบเนื้อหาควรเป็นทางเลือกสุดท้าย ความผิดพลาดที่พบบ่อยมีดังนี้
- แก้ทุกหน้าพร้อมกันระหว่างที่อัปเดตยังไม่จบ ทำให้วัดผลไม่ได้ว่าอะไรช่วยหรือทำให้แย่ลง
- ลบบทความจำนวนมากทันที หน้าที่ยังมีคนเข้าและมีลิงก์จากเว็บอื่นจะหายไปพร้อมกัน
- เปลี่ยนชื่อเรื่องและวันที่เพื่อให้ดูใหม่ โดยไม่ได้เพิ่มข้อมูลใหม่ที่เป็นประโยชน์
- ซื้อลิงก์หรือเพิ่มคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ เสี่ยงโดนระบบตรวจสแปมเพิ่มจากปัญหาเดิม

อันดับจะกลับมาเมื่อไรหลังปรับเว็บ
อันดับอาจกลับมาภายในไม่กี่วันสำหรับการแก้บางอย่าง แต่การฟื้นตัวจาก Core Update ส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายเดือน Google ระบุว่าระบบอาจใช้เวลาหลายเดือนเพื่อเรียนรู้และยืนยันว่าเว็บโดยรวมสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และน่าเชื่อถือในระยะยาว และถ้าผ่านไปหลายเดือนแล้วยังไม่เห็นผล อาจต้องรอ Core Update ครั้งถัดไป Google ยังย้ำว่าไม่มีการรับประกันว่าการแก้ไขจะทำให้อันดับกลับมา
สิ่งที่ทำได้ระหว่างรอคือปรับหน้าที่ตกหนักทีละกลุ่ม แล้วจดวันที่แก้ไว้ทุกครั้ง หน้าที่ข้อมูลเก่าควรได้รับการอัปเดตให้ตรงกับปัจจุบัน ซึ่งเป็นงานเดียวกับการรีเฟรชบทความเก่าให้ทันสมัย ส่วนหน้าที่ไม่มีคนอ่านและไม่มีประโยชน์จริง ให้พิจารณารวมเข้ากับหน้าที่ดีกว่าก่อนตัดสินใจลบ
เว็บที่คลิกหายเกินครึ่งและไม่แน่ใจว่าสาเหตุมาจาก Core Update หรือปัญหาทางเทคนิค ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจข้อมูลใน Search Console ก่อนเริ่มแก้ ทีม Rankfinder วิเคราะห์หน้าที่ได้รับผลกระทบ แยกสาเหตุ และวางลำดับการปรับเนื้อหาให้ ธุรกิจที่ต้องการแผนฟื้นอันดับสามารถให้ทีม SEO ช่วยวิเคราะห์อันดับที่ตกได้
ประเด็นสำคัญของ Google Core Update
- Google Core Update คือการปรับระบบจัดอันดับในวงกว้างปีละหลายครั้ง ไม่ได้เล็งเว็บใดเว็บหนึ่ง และอันดับที่ตกไม่ใช่บทลงโทษ
- Core Update ต่างจาก Spam Update, Manual Action และปัญหาทางเทคนิค ต้องแยกสาเหตุก่อนแก้
- ปี 2025 ถึง 2026 มี Core Update 5 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาเปิดตัวประมาณ 12 ถึง 18 วัน
- หลังอันดับตกให้รออัปเดตจบอย่างน้อย 1 สัปดาห์ แล้วเทียบข้อมูลก่อนและหลังใน Search Console
- ตกเล็กน้อย เช่น อันดับ 2 เป็น 4 ไม่ต้องแก้ ตกหนัก เช่น อันดับ 4 เป็น 29 ต้องประเมินทั้งเว็บ
- ใช้ชุดคำถามของ Google ประเมินเนื้อหา ความเชี่ยวชาญ และความน่าเชื่อถือ
- หลีกเลี่ยงการแก้แบบเร่งด่วน และให้การลบเนื้อหาเป็นทางเลือกสุดท้าย
- การฟื้นตัวมักใช้เวลาหลายเดือน และบางครั้งต้องรอ Core Update ครั้งถัดไป
อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน
- Google ทำงานอย่างไร? Crawl, Index และ Rank อธิบายแบบเข้าใจง่าย
- On-Page, Off-Page และ Technical SEO ต่างกันอย่างไร
- SEO กับ Google Ads (SEM) ต่างกันอย่างไร ธุรกิจควรเลือกแบบไหน
- ทำ SEO นานแค่ไหนถึงเห็นผล? ไทม์ไลน์จริงจากกรณีศึกษา
- SEO สายขาว vs สายดำ: ความเสี่ยงที่เจ้าของเว็บต้องรู้
- On-Page SEO Checklist: ตรวจ Title, Meta, Heading และรูปภาพก่อนเผยแพร่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Core Update
Google Core Update เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน
Google Core Update ที่ประกาศอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นปีละหลายครั้ง ปี 2025 มี 3 ครั้ง คือเดือนมีนาคม มิถุนายน และธันวาคม ส่วนปี 2026 ถึงเดือนพฤศจิกายนมี 2 ครั้ง คือเดือนมีนาคมและพฤษภาคม นอกจากนี้ Google ยังปรับระบบหลักรอบเล็กอยู่ตลอดโดยไม่ประกาศ
อันดับตกหลัง Core Update แปลว่าโดนลงโทษไหม
อันดับตกหลัง Core Update ไม่ได้แปลว่าโดนลงโทษ Google อธิบายว่าการอัปเดตนี้ไม่ได้เล็งเว็บใดโดยเฉพาะ หน้าที่ตกเพียงถูกหน้าอื่นที่ตอบได้ดีกว่าแซงขึ้นไป การลงโทษจริงคือ Manual Action ซึ่งจะมีข้อความแจ้งในรายงานการดำเนินการด้วยตนเองของ Search Console
ระหว่างที่ Core Update กำลังเปิดตัวควรแก้เว็บไหม
ไม่ควรแก้เว็บครั้งใหญ่ระหว่างที่ Core Update กำลังเปิดตัว เพราะอันดับยังแกว่งอยู่และจะวัดผลการแก้ไขไม่ได้ ให้รอจนอัปเดตจบตามที่ Search Status Dashboard แสดง แล้วรอต่ออย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนวิเคราะห์ ยกเว้นปัญหาทางเทคนิคชัดเจน เช่น หน้าเว็บล่ม ซึ่งควรแก้ทันที
อันดับขึ้นหลัง Core Update ต้องทำอะไรต่อ
อันดับขึ้นหลัง Core Update หมายความว่า Google มองว่าหน้าของคุณตอบผู้ค้นหาได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับหน้าอื่น สิ่งที่ควรทำคือดูว่าหน้าไหนขึ้นและมีจุดเด่นอะไร แล้วใช้แนวทางเดียวกันกับหน้าอื่น โดยไม่แก้หน้าที่ทำผลงานดีอยู่แล้วโดยไม่จำเป็น
