Google AI Mode คือโหมดค้นหาแบบสนทนาใน Google Search ที่ใช้โมเดล Gemini ตอบคำถามยาวและซับซ้อนเป็นคำตอบที่เรียบเรียงแล้ว พร้อมลิงก์ไปยังเว็บที่ใช้อ้างอิง และถามต่อได้หลายรอบโดยไม่ต้องเริ่มค้นใหม่ สำหรับเจ้าของเว็บ AI Mode เปลี่ยนวิธีที่คนเจอเว็บไซต์ เพราะคำถามจำนวนมากได้คำตอบจบในหน้าของ Google เอง บทความนี้อธิบายตามลำดับ ได้แก่ Google AI Mode คืออะไร, AI Mode ทำงานอย่างไร, วิธีใช้ AI Mode บน Google, AI Mode กระทบ SEO อย่างไร, วิธีทำเว็บให้ถูกอ้างอิงใน AI Mode, วัดผล AI Mode ใน Search Console และควรปิดเว็บไม่ให้แสดงใน AI Mode หรือไม่
Google AI Mode คืออะไร
Google AI Mode คือแท็บค้นหาด้วย AI ที่อยู่ใน Google Search โดยตรง ในภาษาไทยใช้ชื่อว่า “โหมด AI” เหมาะกับคำถามที่ต้องสำรวจหลายมุม ใช้เหตุผล หรือเปรียบเทียบหลายตัวเลือกในครั้งเดียว AI Mode เป็นส่วนหนึ่งของ AI Search ที่ทำให้เกิดแนวคิด GEO (Generative Engine Optimization) หรือการปรับเว็บให้ระบบ AI เลือกไปอ้างอิง ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมก่อนว่าgeo คืออะไรและต่างจาก SEO แบบเดิมตรงไหน อ่านคู่มือหลักของเราประกอบได้
คู่มือ AI features ของ Google Search Central อธิบายว่า AI Mode ช่วยตอบคำถามหลายขั้นที่ปกติต้องค้นหลายครั้ง และแสดงคำตอบที่สร้างด้วย AI พร้อมลิงก์ไปยังเว็บที่สนับสนุนคำตอบนั้น คนไทยใช้ AI Mode เป็นภาษาไทยได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 โดยประกาศของ Google ประเทศไทยเมื่อ 8 ตุลาคม 2025 ระบุว่าโหมด AI พร้อมให้บริการในภาษาไทยแล้ว ถามคำถามยาวและซับซ้อนได้ ถามด้วยเสียงได้ และใช้ Google Lens ถามเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นได้
ผู้ใช้ AI Mode เพิ่มขึ้นเร็วมาก ประกาศของ Google จากงาน I/O เมื่อ 19 พฤษภาคม 2026 ระบุว่า AI Mode มีผู้ใช้เกิน 1 พันล้านคนต่อเดือน และเปลี่ยนโมเดลเริ่มต้นของ AI Mode เป็น Gemini 3.5 Flash สำหรับผู้ใช้ทั่วโลก ตารางด้านล่างแสดงว่า AI Mode ต่างจากการค้นหาแบบเดิมและ AI Overviews อย่างไร
| หัวข้อ | การค้นหาปกติ | AI Overviews | AI Mode |
|---|---|---|---|
| หน้าตาผลลัพธ์ | รายการลิงก์และผลการค้นหาพิเศษ | กล่องสรุปด้านบนหน้าผลการค้นหา | หน้าคำตอบแบบสนทนาในแท็บแยก |
| ใครเลือกให้แสดง | แสดงทุกครั้งที่ค้นหา | ระบบเลือกแสดงกับบางคำค้น | ผู้ใช้เลือกเข้าโหมดเอง |
| คำถามที่เหมาะ | คำค้นสั้น หาเว็บหรือข้อมูลเฉพาะ | ต้องการภาพรวมของเรื่องอย่างเร็ว | คำถามยาว มีหลายเงื่อนไข ต้องเปรียบเทียบ |
| การถามต่อ | ต้องพิมพ์ค้นใหม่ | ถามต่อแล้วเข้าสู่ AI Mode | ถามต่อได้หลายรอบในบทสนทนาเดียว |
| ลิงก์ไปยังเว็บ | ลิงก์หลักของผลการค้นหา | ลิงก์อ้างอิงในกล่องสรุป | ลิงก์อ้างอิงประกอบคำตอบ |
AI Mode ทำงานอย่างไร
AI Mode ทำงานด้วยเทคนิคที่ Google เรียกว่า Query fan-out (คู่มือภาษาไทยของ Google ใช้คำว่า “การแยกคำค้นหา”) คือแตกคำถามของผู้ใช้ออกเป็นหัวข้อย่อย แล้วค้นหาหลายรอบพร้อมกันจากหลายแหล่งข้อมูล ก่อนเรียบเรียงเป็นคำตอบเดียว คู่มือของ Google ระบุว่าทั้ง AI Overviews และ AI Mode อาจใช้เทคนิคนี้ และระหว่างสร้างคำตอบ ระบบจะหาหน้าเว็บที่สนับสนุนคำตอบเพิ่มเติม AI Mode จึงแสดงลิงก์ได้กว้างและหลากหลายกว่าผลการค้นหาแบบเดิม

ลองนึกถึงคำถามว่า “เปิดคลินิกความงามในเชียงใหม่ ควรเริ่มทำ SEO อะไรก่อน ถ้ามีงบไม่มาก” ระบบอาจแตกคำถามนี้เป็นคำค้นย่อยหลายคำ เช่น SEO สำหรับธุรกิจท้องถิ่น การตั้งค่า Google Business Profile และค่าใช้จ่ายของงาน SEO แล้วรวมคำตอบจากหลายเว็บเข้าด้วยกัน กระบวนการแบ่งได้เป็น 3 ขั้น
- แตกคำถาม: ระบบแยกคำถามยาวออกเป็นหัวข้อย่อยตามเงื่อนไขที่ผู้ใช้ใส่มา
- ค้นหาหลายรอบพร้อมกัน: ส่งคำค้นย่อยหลายคำไปยังหลายแหล่งข้อมูล ทั้งหน้าเว็บในดัชนีและข้อมูลอื่นของ Google
- เรียบเรียงคำตอบ: รวมข้อมูลเป็นคำตอบเดียว พร้อมลิงก์ไปยังหน้าที่ใช้อ้างอิง

Google ยังระบุในคู่มือเดียวกันว่า AI Mode กับ AI Overviews อาจใช้โมเดลและเทคนิคต่างกัน คำตอบและลิงก์ที่แสดงจึงไม่จำเป็นต้องตรงกัน หน้าที่ถูกอ้างอิงใน AI Overviews ของคำค้นหนึ่ง อาจไม่ปรากฏใน AI Mode ของคำถามที่คล้ายกัน การติดตามผลจึงต้องดูทั้งสองฟีเจอร์
วิธีใช้ AI Mode บน Google
วิธีใช้ AI Mode คือพิมพ์คำถามในช่องค้นหาของ Google แล้วเลือกแท็บ “โหมด AI” หรือเข้าที่ google.com/ai โดยตรง จากนั้นถามต่อในบทสนทนาเดียวกันได้เลย เทคนิคที่ช่วยให้ได้คำตอบตรงขึ้นมีดังนี้
- ถามเป็นประโยคเต็ม: ใส่เงื่อนไขทั้งหมดในคำถามเดียว เช่น งบประมาณ พื้นที่ และกลุ่มลูกค้า แทนการพิมพ์คำค้นสั้น ๆ
- ถามต่อทันที: ถามเจาะลึกหรือเปลี่ยนเงื่อนไขในบทสนทนาเดิม ระบบยังจำบริบทของคำถามก่อนหน้า
- ถามด้วยเสียงหรือภาพ: กดไมโครโฟนเพื่อพูดคำถาม หรือใช้ Google Lens ถ่ายภาพแล้วถามเกี่ยวกับสิ่งที่เห็น
- เปิดลิงก์อ้างอิง: กดลิงก์ที่แนบมากับคำตอบเพื่อตรวจข้อมูลจากเว็บต้นทางก่อนตัดสินใจ
ทางเข้าสู่ AI Mode กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประกาศจากงาน I/O 2026 ระบุว่าช่องค้นหาแบบใหม่ของ Google ขยายตัวเมื่อพิมพ์ แนะนำคำถามด้วย AI และรับข้อมูลได้ทั้งข้อความ รูปภาพ ไฟล์ และวิดีโอ ในทุกประเทศและภาษาที่มี AI Mode และผู้ใช้ถามต่อจาก AI Overviews เพื่อเข้าสู่บทสนทนาใน AI Mode ได้ทั้งบนเดสก์ท็อปและมือถือ คนจำนวนมากจึงเข้าสู่ AI Mode โดยไม่ได้ตั้งใจเลือกแท็บนี้ตั้งแต่แรก
AI Mode กระทบ SEO อย่างไร
AI Mode กระทบ SEO ตรงที่ผู้ใช้ได้คำตอบครบในหน้าของ Google มากขึ้น การคลิกเข้าเว็บจากคำถามเชิงข้อมูลจึงลดลง ขณะที่คลิกที่เหลือมักมาจากคนที่ตั้งใจอ่านต่อจริง และหน้าที่ตอบคำถามย่อยได้ดีมีโอกาสถูกอ้างอิงมากขึ้นจาก Query fan-out
ด้านจำนวนคลิก งานวิจัยของ Semrush ที่วิเคราะห์ข้อมูลการค้นหาเกือบ 69 ล้านเซสชันบนเดสก์ท็อปในสหรัฐฯ ช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2025 พบว่ามีเพียง 6-8% ของเซสชัน AI Mode ที่คลิกออกไปยังเว็บภายนอก และคำค้นใน AI Mode ยาวเฉลี่ย 7.22 คำ เทียบกับ 4 คำในการค้นหาแบบเดิม ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลช่วงแรกของตลาดสหรัฐฯ จึงใช้ดูทิศทางได้ แต่ไม่ควรใช้คาดการณ์ตลาดไทยตรง ๆ
ด้านคุณภาพของคลิก บทความของ Google Search Central เดือนพฤษภาคม 2025 ระบุว่าคลิกที่มาจากหน้าผลการค้นหาที่มี AI Overviews มีคุณภาพสูงขึ้น ผู้ใช้มีแนวโน้มใช้เวลาบนเว็บนานขึ้น และแนะนำให้เจ้าของเว็บดูสัญญาณ Conversion เช่น ยอดขายหรือการสมัคร ควบคู่กับจำนวนคลิก ผลกระทบที่เจ้าของเว็บควรรู้มีดังนี้
- คำถามเชิงข้อมูลได้คลิกน้อยลง: คำถามที่ตอบจบได้ในย่อหน้าเดียว เช่น นิยามหรือขั้นตอนสั้น มีโอกาสได้คลิกต่ำที่สุด
- คำค้นยาวและเฉพาะขึ้น: ผู้ใช้ใส่เงื่อนไขของตัวเองลงในคำถาม เนื้อหาที่ตอบกรณีเฉพาะจึงได้เปรียบเนื้อหากว้าง ๆ
- ลิงก์อ้างอิงกระจายกว้างขึ้น: Query fan-out ค้นหาหลายคำย่อย หน้าที่ตอบคำถามย่อยได้ชัดจึงมีโอกาสถูกอ้างอิง
- Conversion สำคัญกว่าจำนวนคลิก: คนที่คลิกเข้ามาหลังอ่านคำตอบแล้ว มักพร้อมตัดสินใจมากกว่าคนที่เพิ่งเริ่มค้นหา

งาน SEO ยุค AI จึงไม่ได้วัดกันที่ปริมาณ Traffic อย่างเดียว แต่ดูว่าเว็บถูกเห็นและถูกเลือกอ้างอิงในคำถามที่สำคัญต่อธุรกิจหรือไม่ และคนที่คลิกเข้ามากลายเป็นลูกค้ามากแค่ไหน
วิธีทำเว็บให้ถูกอ้างอิงใน AI Mode
วิธีทำเว็บให้ถูกอ้างอิงใน AI Mode คือทำ SEO พื้นฐานให้ครบ แล้วเขียนเนื้อหาให้ตอบคำถามย่อยที่ระบบน่าจะแตกออกมา Google ระบุในคู่มือ AI features ว่าไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมหรือการปรับแต่งพิเศษสำหรับ AI Overviews และ AI Mode หน้าเว็บแค่ต้องถูกจัดทำดัชนีและมีสิทธิ์แสดงพร้อม Snippet ใน Google Search และไม่ต้องสร้างไฟล์สำหรับ AI หรือ Structured Data แบบใหม่ แนวทางที่ใช้ได้จริงมี 6 ข้อ
- เปิดให้ Googlebot อ่านได้: ไม่บล็อกใน robots.txt, CDN หรือระบบโฮสติ้ง หน้าตอบรหัส 200 และไม่มีคำสั่ง noindex
- ใส่คำตอบเป็นข้อความ: ข้อมูลสำคัญต้องอยู่ในข้อความบนหน้า ไม่ซ่อนไว้ในรูปภาพหรือสคริปต์ที่โหลดไม่ครบ
- ตอบคำถามย่อยไว้ล่วงหน้า: แต่ละหัวข้อเปิดด้วยประโยคที่ตอบตรง แล้วตามด้วยเงื่อนไข ตัวเลข และตัวอย่าง ให้ตรงกับคำค้นย่อยที่ระบบแตกออกมา
- เพิ่มข้อมูลที่มีแต่เว็บคุณ: ประสบการณ์จริง ข้อมูลของธุรกิจ หรือตัวอย่างในบริบทไทย ซึ่งระบบหาจากเว็บอื่นไม่ได้
- เชื่อมหัวข้อด้วยลิงก์ภายใน: ลิงก์บทความที่ตอบคำถามต่อเนื่องเข้าหากัน ให้ Google เห็นว่าเว็บครอบคลุมทั้งเรื่อง
- ทำข้อมูลให้ตรงกันทุกที่: Structured Data ต้องตรงกับข้อความบนหน้า และข้อมูลใน Google Business Profile หรือ Merchant Center ต้องเป็นปัจจุบัน

ข้อ 3 สำคัญที่สุดสำหรับ AI Mode เพราะผู้ใช้ถามต่อได้หลายรอบ เนื้อหาที่ตอบคำถามถัดไปของผู้อ่านไว้แล้ว เช่น ค่าใช้จ่าย ระยะเวลา และข้อควรระวัง จึงมีโอกาสถูกดึงไปใช้ในหลายช่วงของบทสนทนา หลักเหล่านี้ใช้ได้กับ AI Overviews ด้วย ถ้าต้องการเทคนิคเขียนย่อหน้าให้ถูกยกไปอ้างอิงแบบละเอียด ดูได้ในคู่มือAI Overviews SEOของเรา
วัดผล AI Mode ใน Search Console
วัดผล AI Mode ได้ 2 ทางใน Google Search Console คือรายงาน Performance ปกติ ซึ่งนับรวม Traffic จาก AI Mode ไว้ในประเภทการค้นหา Web และรายงาน Generative AI performance ที่แยก Impressions จากฟีเจอร์ AI ออกมาให้ดูโดยเฉพาะ
Google เปิดตัวรายงานใหม่นี้ในบล็อก Google Search Central เดือนมิถุนายน 2026 และเปิดให้ทุกเว็บทั่วโลกใช้ตั้งแต่ 31 สิงหาคม 2026 คู่มือรายงาน Generative AI performance นิยาม Impressions ว่าเป็นจำนวนครั้งที่ลิงก์ไปยังเว็บของคุณแสดงต่อผู้ใช้ในฟีเจอร์ Generative AI บน Google Search ซึ่งรวมทั้ง AI Overviews และ AI Mode ไว้ด้วยกัน สิ่งที่รายงานนี้บอกได้และยังบอกไม่ได้มีดังนี้

- ดูได้: Impressions แยกตามหน้า ประเทศ วันที่ และอุปกรณ์ และแยกการค้นหาด้วยข้อความกับการค้นหาด้วยภาพ เช่น Google Lens หรือ Circle to Search
- ยังดูไม่ได้: คู่มือของ Google อธิบายเฉพาะ Impressions ยังไม่มีจำนวนคลิกในรายงานนี้
- ข้อจำกัด: เว็บที่ได้ Impressions จากฟีเจอร์ AI น้อยอาจยังไม่เห็นรายงาน และรายงานไม่รวมข้อมูลจากการทดลองใน Search Labs
วิธีใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์คือเริ่มจากหน้าที่มี Impressions จากฟีเจอร์ AI สูง แล้วเทียบกับคลิกของหน้าเดียวกันในรายงาน Performance ปกติ หน้าที่ถูกแสดงบ่อยแต่ได้คลิกน้อย ควรเพิ่มเหตุผลให้คนอยากคลิกต่อ เช่น เครื่องมือ ตัวอย่างจริง หรือข้อมูลเชิงลึกที่คำตอบสั้น ๆ ให้ไม่ได้ จากนั้นดู Conversion ของหน้าเหล่านั้นใน GA4 ประกอบ
ควรปิดเว็บไม่ให้แสดงใน AI Mode หรือไม่
เว็บส่วนใหญ่ไม่ควรปิดตัวเองจาก AI Mode เพราะการปิดทำให้เสียทั้งการมองเห็นและ Traffic จากฟีเจอร์ AI ทั้งหมดของ Google ประกาศของ Google เมื่อ 3 มิถุนายน 2026 เปิดตัวสวิตช์ใน Search Console ให้เจ้าของเว็บเลือกไม่ให้เว็บแสดงหรือถูกใช้อ้างอิงใน AI Overviews, AI Mode และ AI Overviews ใน Discover โดยระบุว่าเว็บที่เลือกไม่เข้าร่วมจะไม่ได้รับ Traffic หรือ Impressions จากฟีเจอร์เหล่านี้ และการตั้งค่านี้จะไม่ถูกใช้เป็นสัญญาณจัดอันดับในผลการค้นหาปกติ
ถ้าต้องการจำกัดเพียงบางส่วน ยังใช้เครื่องมือเดิมได้ ตารางนี้เทียบผลของแต่ละวิธีตามคู่มือ AI features ของ Google
| เครื่องมือ | ผลที่ได้ | เหมาะกับกรณี |
|---|---|---|
| สวิตช์ปิดฟีเจอร์ Generative AI ใน Search Console | ไม่แสดงในฟีเจอร์ AI ทั้งหมด ผลการค้นหาปกติไม่ถูกนำไปจัดอันดับต่างจากเดิม | เว็บที่ไม่ต้องการให้ AI ใช้เนื้อหาเลย |
| nosnippet หรือ max-snippet | จำกัดข้อความที่ Google นำไปแสดง ทั้งในฟีเจอร์ AI และผลการค้นหาปกติ | หน้าที่ต้องการคุมความยาวข้อความที่แสดง |
| data-nosnippet | ซ่อนเฉพาะบางส่วนของหน้าไม่ให้ถูกนำไปแสดง | ข้อมูลเฉพาะสมาชิกหรือราคาที่เปลี่ยนบ่อย |
| Google-Extended | ควบคุมการใช้ข้อมูลในระบบอื่นของ Google ไม่ได้ควบคุมการแสดงใน Search | ไม่ใช้เพื่อปิด AI Mode |
สำหรับธุรกิจที่อยากให้ลูกค้าเจอ ทางที่คุ้มกว่าคือปรับเนื้อหาให้ถูกเลือกอ้างอิงในคำถามที่ลูกค้าถามจริง ถ้าต้องการวางแผนงานนี้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เลือกคำถาม เขียนคำตอบ ไปจนถึงอ่านรายงานใน Search Console เข้ามาเรียน AI SEOกับ Rankfinder ได้
ประเด็นสำคัญของ Google AI Mode
- Google AI Mode คือโหมดค้นหาแบบสนทนาใน Google Search ที่ใช้ Gemini ตอบคำถามซับซ้อนพร้อมลิงก์อ้างอิง และใช้ภาษาไทยได้ตั้งแต่ตุลาคม 2025
- AI Mode ใช้ Query fan-out แตกคำถามเป็นคำค้นย่อยแล้วค้นหลายรอบพร้อมกัน จึงอ้างอิงเว็บได้หลากหลายกว่าการค้นหาแบบเดิม
- ใช้งานได้จากแท็บ “โหมด AI” หรือ google.com/ai ถามต่อได้หลายรอบ และถามด้วยเสียงหรือภาพได้
- AI Mode ทำให้คำถามเชิงข้อมูลได้คลิกน้อยลง แต่คลิกที่เหลือมีคุณภาพสูงขึ้น การวัดผลจึงต้องดู Conversion ควบคู่กับคลิก
- ไม่ต้องมีไฟล์หรือ Schema พิเศษ ทำ SEO พื้นฐานให้ครบ แล้วเขียนให้ตอบคำถามย่อยและใส่ข้อมูลที่มีแต่เว็บคุณ
- Search Console มีรายงาน Generative AI performance ให้ดู Impressions จาก AI Overviews และ AI Mode แล้ว แต่ยังไม่มีจำนวนคลิก
- การปิดเว็บจากฟีเจอร์ AI ทำให้เสีย Traffic และ Impressions จากฟีเจอร์เหล่านั้นทั้งหมด เว็บธุรกิจส่วนใหญ่จึงไม่ควรปิด
อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน
- ทำให้แบรนด์โผล่ในคำตอบ ChatGPT, Gemini และ Perplexity
- LLM Traffic Dashboard: วัด Traffic จาก ChatGPT และ AI ใน GA4 (ฟรี)
- ใช้ AI เขียนบทความ SEO ได้ไหม? นโยบาย Google และวิธีใช้ให้ปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google AI Mode
Google AI Mode ใช้ภาษาไทยได้ไหม
Google AI Mode ใช้ภาษาไทยได้แล้ว Google ประเทศไทยประกาศเมื่อ 8 ตุลาคม 2025 ว่าโหมด AI พร้อมให้บริการในภาษาไทย ผู้ใช้พิมพ์คำถามยาวเป็นภาษาไทย ถามด้วยเสียง หรือใช้ Google Lens ถามจากภาพได้
AI Mode ต่างจาก Gemini อย่างไร
AI Mode ต่างจาก Gemini ตรงที่ AI Mode เป็นส่วนหนึ่งของ Google Search และตอบโดยอ้างอิงลิงก์จากเว็บในดัชนีของ Google ส่วน Gemini เป็นแอปผู้ช่วย AI แยกต่างหากที่ใช้ทำงานได้หลากหลาย เช่น เขียนหรือสรุปเอกสาร ทั้งสองใช้โมเดลตระกูล Gemini เหมือนกัน แต่ AI Mode ออกแบบมาเพื่อการค้นหาข้อมูลโดยเฉพาะ
ต้องทำ SEO แบบใหม่เพื่อให้ติด AI Mode ไหม
ไม่ต้องทำ SEO แบบใหม่เพื่อให้ติด AI Mode Google ระบุว่าไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมหรือการปรับแต่งพิเศษ หน้าแค่ต้องถูกจัดทำดัชนีและแสดงพร้อม Snippet ได้ สิ่งที่ควรปรับคือวิธีเขียน ให้ทุกหัวข้อตอบคำถามย่อยได้ตรงและมีข้อมูลที่หาจากเว็บอื่นไม่ได้
AI Mode ทำให้ Traffic ของเว็บลดลงเสมอไหม
AI Mode ไม่ได้ทำให้ Traffic ลดลงเสมอไป ผลกระทบขึ้นอยู่กับประเภทคำค้น คำถามเชิงข้อมูลที่ตอบจบได้สั้น ๆ มักได้คลิกน้อยลง ส่วนคำค้นที่ผู้ใช้ต้องการดูสินค้า บริการ หรือเครื่องมือจริงยังต้องคลิกเข้าเว็บ ควรดูข้อมูลของเว็บตัวเองในรายงาน Generative AI performance และรายงาน Performance ก่อนสรุปผล
